jump to navigation

เขาพระวิหาร: หรือต้องกลับไปศาลโลก? ខែកក្កដា 21, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
trackback


ภาพจากแฟ้มเอเอฟพีวันที่ 21 พ.ค.2551 นักท่องเที่ยวไทยกำลังเที่ยวชมปราสาทพระวิหาร ในยามสงบที่นี่เป็นปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ในวันนี้เป็นเขตแดนแห่งการเผชิญหน้าทางทหาร หรือจะต้องกลับไปยังศาลโลกอีกครั้ง?

ผู้จัดการออนไลน์– รัฐบาลกัมพูชากำลังใจจดจ่อรอผลการเจรจาระหว่างคณะผู้นำทหารระดับสูงกับฝ่ายที่ จ.สระแก้วในวันจันทร์นี้ ซึ่งไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร กัมพูชาก็มีแผนการที่จะดำเนินการขั้นต่อไป หลังจากสัปดาห์ที่แล้วได้รายงานสถานการณ์ความขัดแย้งกับไทยให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้รับทราบ
       
       ผู้สังเกตการณ์ในกัมพูชา รวมทั้งสื่อหลายแห่งแห่งต่างมีความเห็นในทำนองเดียวกันว่า ปัญหา “เขตแดนทับซ้อน” กับไทยที่ชายแดนด้านเขาวิหารนั้นแก้ยาก สองประเทศเพื่อนบ้านทำได้อย่างดีที่สุดก็อาจจะเพียงแค่หยุดยิง ถอนทหารออกไป และ เจรจากันยืดเยื้อยาวนาน โดยไม่มีการเปลี่ยนสถานะเดิม (status quo) ของปัญหา
       
       แต่บางทีการนำเรื่องนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง ก็อาจจะมีหลักประกันที่ดีกว่า เพราะจะไม่เกิดความรุนแรงขึ้นในเขตแดนพิพาท ขณะที่การพัฒนาปราสาทพระวิหารในฐานะที่เป็นมรดกโลกก็ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น เช่นเดียวกันกับการท่องเที่ยว
       
       นักวิเคราะห์ยังมองไม่เห็นทางออกของปัญหา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเผชิญหน้าอาจจะลุกลามบานปลายใหญ่โตได้ง่าย เมื่อทหารจำนวนมากเผชิญหน้ากัน เสียงปืนเพียงนัดเดียวสามารถจุดชนวนการยิงต่อสู้ขึ้นมาได้
       
       วันจันทร์นี้รัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มอาเซียนได้เริ่มการประชุมอย่างเป็นทางการในสิงคโปร์
       
       แม้ไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นสมาชิกกลุ่มอาเซียน แต่กลุ่มนี้ก็จะไม่อาจจะช่วยคลี่คลายปัญหาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยึดถือหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก และไม่แทรกแซงกรณีพิพาททวิภาคีใดๆ


ผู้ช่วยรัฐมนตรีกัมพูชา นายกาวกิมฮูน (Kao Kim Hourn) กำลังสนทนากับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศเวียดนาม ฝ่ามยาเคียม (Pham Gia Khiem) ระหว่างไปร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในสิงคโปร์เมื่อวันอาทิตย์นี้ กัมพูชารู้ดีว่าอาเซียนไม่ใช่เวทีแก้ปัญหาพิพาทเขตแดนกับไทย (ภาพ: AFP)

กัมพูชาส่งบุคคลระดับผู้ช่วยรัฐมนตรี (Secretary of State) ประจำกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่ค่อยมีบทบาทอะไร ไปร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่สิงคโปร์
       
       มิหนำซ้ำในเดือนหน้านี้สิงคโปร์ก็จะส่งไม้ต่อให้กับไทยเข้าทำหน้าที่ “ประเทศประธาน” หรือ ประธานคณะกรรมการประจำกลุ่มอาเซียนแทน
       
       แม้ว่าจะเป็นสิทธิอันชอบธรรมของสมาชิกประเทศหนึ่งที่จะส่งเจ้าหน้าที่ระดับใดระดับหนึ่งไปร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี และ ถือเป็นมารยาทที่สามารถปฏิบัติได้หากเกิดความไม่สะดวก แต่การที่กัมพูชาส่งตัวแทนระดับต่ำกว่ารัฐมนตรีว่าการไปร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนในสัปดาห์นี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการประท้วง
       
       กัมพูชาต้องการแสดงความไม่พอใจที่จะต้องไปเผชิญหน้ากับฝ่ายไทยในอาเซียน ขณะที่สถานการณ์ชายแดนยังร้อนระอุ และรัฐบาลกรุงพนมเปญกล่าวหาว่าทหารไทยหลายร้อยคนยังคงอยู่ในดินแดนกัมพูชา
       
       ผู้รับผิดชอบการต่างประเทศอย่างแท้จริง นักการทูตอาวุโสระดับ “กระบี่มือหนึ่ง” ที่สมเด็จฯ ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชาไว้วางใจที่สุด คือ นายฮอร์นัมฮอง (Hor Nam Hong) ซึ่งเป็นทั้งรองนายกฯ กับ รมว.ต่างประเทศนั้น “สแตนด์บาย” ที่กรุงพนมเปญ เงี่ยหูฟังสถานการณ์รอบด้าน


นายจอร์จ เยียว รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ออกคำแถลงว่าทั้งไทยและกัมพูชารับปากอาเซียนจะใช้ความอดทนและอดกลั้นอย่างเต็มที่ในการแสวงหาทางแก้ปัญหาโดยสันติ แต่ในเดือนหน้าสิงคโปร์กำลังจะมอบตำแหน่งประธานคณะกรรมการประจำอาเซียนให้แก่ไทย ซึ่งย่อมทำให้กัมพูชารู้สึกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการณีพิพาทกับไทย (ภาพ: AFP)

เมื่ออาเซียนไม่ใช่ที่พึ่ง กัมพูชาจึงหันไปเปิดเวทีที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) อันเป็นเวทีที่มีอำนาจชี้ขาดมากกว่า
       
       สุดสัปดาห์ที่ผ่านมากัมพูชาได้เชิญเจ้าหน้าที่จากสถานทูต 4 ประเทศคือ สหรัฐฯ จีน ฝรั่งเศสกับเวียดนาม ไปดูสถานการณ์การเผชิญหน้าบนเขาพระวิหาร
       
       สามชาติแรกเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ส่วนเวียดนามซึ่งเป็นสมาชิกประเภทหมุนเวียน ก็กำลังทำหน้าที่ประธานคณะมนตรีฯ ในปัจจุบัน
       
       นายเขียว กัญฤทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าว ในฐานะโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า นอกจากได้รายงานสถานการณ์ให้ UNSC ได้รับทราบ รายงานอีกฉบับหนึ่งยังส่งถึงประธานสมัชชาใหญ่ยูเอ็นปัจจุบัน เพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับปัญหาทั่วไปตลอดจนการเผชิญหน้าทางทหารกับไทยที่เขาพระวิหาร
       
       นายเขียวกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ค.) ปฏิเสธว่า กัมพูชาไม่ได้ร้องขอให้สหประชาชาติ เข้าแทรกแซงในกรณีพิพาทขณะนี้
       
       ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญนั้น กัมพูชาตระหนักดีว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบทางทหาร เสียเปรียบอำนาจการยิงอย่างมาก การใช้กำลังทหารที่ชายแดนในขณะนี้มีแต่จะสร้างความสูญเสียใหญ่หลวง
       
       ผลจากการปะทะอาจจะไม่เป็นผลดีใดๆ ต่อพรรคประชาชนกัมพูชาของรัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซนในการเลือกตั้งวันที่ 27 ก.ค.ศกนี้
       
       ผู้สังเกตการณ์ รวมทั้งสื่อในกัมพูชาเองเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาว่า หากการเจรจาหย่าศึกกับไทยในวันจันทร์นี้ล้มเหลว เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซน จะนำกรณีพิพาทกลับเข้าสู่การพิจารณาของศาลระหว่างประเทศกรุงเฮกอีกครั้งหนึ่ง
       
       เวลาผ่านไป 46 ปีนับตั้งแต่ศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา ขณะที่ไทยได้ยื่นประท้วงขอสงวนสิทธิ์ในการทวงคืนพื้นที่ชายแดนแถบนั้นซึ่งอยู่ในเขตสันปันน้ำของไทย แต่ตกเป็นของกัมพูชาในแผนที่ของฝรั่งเศสที่จัดทำขึ้นและเผยแพร่ในปี 1907 หรือ 101 ปีก่อนหน้านั้น
       
       การกลับไปสู่ศาลโลกอีกครั้งที่สองจะเปิดโอกาสให้สองฝ่ายได้โต้แย้งด้วยเหตุด้วยผลและด้วยสภาพที่เป็นจริงในปัจจุบัน และได้รับความยุติธรรม อย่างเท่าเทียมกัน
       
       นายเขียวกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า รัฐบาลกัมพูชาจะพิจารณา “ใช้มาตรการต่อไป” หลังจากได้ทราบผลการเจรจาในวันจันทร์นี้.

ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085551

Advertisements

មតិ»

1. เจ้าของโลก - ខែកញ្ញា 14, 2010

ยึดทรัพย์สินผู้ที่มีรายชื่อ 15อันดับกษัตริย์รวยที่สุดในโลก 10 อันดับคนที่รวยที่สุดในโลก ทั้งหมด คำสั่งคุณ.ยุทธนา แสงสิทธิ์อภิมหาอำนาจเจ้าของโลก จักรวาลและประเทศไทย


ឆ្លើយ​តប

Fill in your details below or click an icon to log in:

ឡូហ្កូ WordPress.com

អ្នក​កំពុង​បញ្ចេញ​មតិ​ដោយ​ប្រើ​គណនី WordPress.com របស់​អ្នក​។ Log Out / ផ្លាស់ប្តូរ )

រូប Twitter

អ្នក​កំពុង​បញ្ចេញ​មតិ​ដោយ​ប្រើ​គណនី Twitter របស់​អ្នក​។ Log Out / ផ្លាស់ប្តូរ )

រូបថត Facebook

អ្នក​កំពុង​បញ្ចេញ​មតិ​ដោយ​ប្រើ​គណនី Facebook របស់​អ្នក​។ Log Out / ផ្លាស់ប្តូរ )

Google+ photo

អ្នក​កំពុង​បញ្ចេញ​មតិ​ដោយ​ប្រើ​គណនី Google+ របស់​អ្នក​។ Log Out / ផ្លាស់ប្តូរ )

កំពុង​ភ្ជាប់​ទៅ​កាន់ %s

%d bloggers like this: