jump to navigation

ทนาย”พระวิหาร”สอนมวย”วรเจตน์”ยันศาล ปค.มีอำนาจยับยั้งรัฐบาล ខែកក្កដា 2, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
trackback

“วรเจตน์ ภาคีรัตน์” อ้างสิทธิขอไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลปกครองระงับแถลงการณ์เขาพระวิหาร ยันไม่ถูกหลักการ วอนสังคมอย่ามองว่าไม่รักชาติ ด้าน“สมปอง สุจริตกุล” สอนมวย ชี้ศาลปกครองมีอำนาจยับยั้งการใช้อำนาจเกินขอบเขตของฝ่ายบริหาร ยันแถลงการณ์ร่วมเป็นโมฆะแล้ว ใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้ กระตุกสำนึก รบ.คิดจะอุทธรณ์ จะอ้างเหตุผลอะไรต่อศาลฯ
       
       วานนี้ (1 ก.ค.) รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ คมชัดลึก ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชลแนล ถึงกรณีที่ตนและคณาจารย์อีก 4 คน รวมตัวกันออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำสั่งของศาลปกครองกลาง ที่รับคำฟ้องให้ระงับแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาบกัมพูชาเรื่องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกว่า สาเหตุที่กลุ่มของตนคิดเช่นนี้ เนื่องจากเห็นว่าการออกแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเรื่องดังกล่าวก็เป็นอำนาจของรัฐบาล ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร จึงไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง
       
       ดร.วรเจตน์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องนี้เป็นกรณีเดียวกันกับเรื่องของสัญญาเจเทปป้า ที่รัฐบาลไทยเคยไปลงนามความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งครั้งนั้นก็มีผู้ร้องคัดค้านไปยังศาลปกครองกลางเช่นกัน แต่ศาลก็ไม่รับคำฟ้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องของการบริหารงานระหว่างประเทศ อยู่นอกเหนืออำนาจของศาล แต่เหตุใดครั้งนี้ซึ่งเป็นกรณีเหมือนกัน แต่ศาลกลับรับฟ้อง
       
       อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าถึงแม้ศาลจะมีคำสั่งรับฟ้อง และ มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามนำมติ ครม.รับรองแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาไปใช้ รวมถึงระงับการกระทำใดๆ ที่จะดำเนินการร่วมกับกัมพูชาระหว่างที่จะมีการพิพากษาก็ตามแต่ตนก็เชื่อว่าในทางปฏิบัติแล้ว แถลงการณ์ดังกล่าวก็ยังคงมีผลและสามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะรัฐบาลจะดำเนินการได้เพียงระงับเรื่องไว้ก่อน ไม่กระทำการใด ๆ เพิ่มเติมอีกตามคำสั่งของศาล แต่แถลงการณ์ที่ลงนามไปแล้วคงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ส่วนกระบวนการต่อจากนี้หากรัฐบาลจะยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลปกครองสูงสุดก็เชื่อว่าศาลน่าจะมีคำสั่งโดยใช้หลักการเดียวกับเรื่องของ เจเทปป้า แต่หากศาลท่านจะยืนตามศาลปกครองกลาง ท่านก็คงมีเหตุผลที่ชี้แจงได้
       
       ดร.วรเจตน์ กล่าวด้วยว่า การที่ตนออกมาวิจารณ์ครั้งนี้ก็ทำไปด้วยความเคารพ เป็นการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการโดยอาศัยเสรีภาพทางวิชาการที่ได้รับการรับรองไว้ใน รธน. และอยากชี้แจงด้วยว่า การที่ตนและพวกออกแถลงการณ์เช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้รัก ไม่ห่วงใยบ้านเมือง แต่เราคิดว่า บ้านเมืองต้องมีหลักยึดให้มั่น เราต้องยืนอยู่บนหลักการและกระบวนการที่ถูกต้อง อย่าได้ตั้งธง หรือปรักปรำว่า คนที่มีความเห็นต่างแล้วออกมาโต้แย้ง คือคนที่ไม่รักชาติ
       
       ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ดร.วรเจตน์ แม้จะอ้างตัวว่าเป็นนักวิชาการที่มีความเป็นกลาง แต่การแสดงความคิดเห็นในแต่ละเรื่องล้วนแต่เข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มตั้งแต่การคัดค้านบทบาทของตุลาการภิวัตน์ในปี 2549 โดยอ้างว่าตุลาการไม่ควรจะเข้ามายุ่งเกียวกับการเมืองมากเกินไป ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้ง 2 เม.ย.เป็นโมฆะ ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษอดีต กกต.ชุด 3 หนา ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคไทยรักไทยและการลงโทษอดีตกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.237 และ 309 รวมทั้งล่าสุดกล่าวหาว่าการเสนอแนวทางการเมืองใหม่ของพันธมิตร เพราะต้องการให้พรรคการเมืองที่พันธมิตรสนับสนุนได้เป็นรัฐบาล
       
       ด้าน ศ.ดร.ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล รักษาการคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และหนึ่งในทนายความของประเทศไทยที่ว่าความคดีปราสาทเขาพระวิหารต่อศาลโลกในปี 2505 กล่าวว่า เหตุผลที่นายวรเจตน์ กล่าวว่าศาลปกครองไม่มีอำนาจนั้น นายวรเจตน์คงไม่เข้าใจว่า ศาลปกครองมีอำนาจโดยเฉพาะที่จะยับยั้งหรือขัดขวางการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของฝ่ายบริหาร ซึ่งหลังจากที่ศาลมีคำสั่งรับฟ้อง และห้ามนำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวไปใช้แล้ว จะส่งผลในทางปฏิบัติด้วย เพราะเมื่อศาลสั่งระงับก็ย่อมหมายความว่า รมว.ต่างประเทศ ไม่มีอำนาจในการลงนามในแถลงการณ์ เมื่อไม่มีอำนาจในการลงนามแถลงการณ์หรือสัญญานั้นๆ ก็ย่อมตกเป็นโมฆะ ซึ่งทางกัมพูชาที่เป็นคู่สัญญาก็ต้องรู้ว่าแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นโมฆะไปแล้ว เพราะสื่อต่าง ๆ ในกัมพูชาเองก็เสนอข่าวนี้ไปแล้ว
       
       อย่างไรก็ตาม การที่ ดร.วรเจตน์ และพวกออกมาให้ความเห็นก็เป็นสิทธิที่ทำได้ และคงไม่ผิดอะไร ส่วนเรื่องที่รัฐบาลจะไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดนั้นก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้เช่นกัน แต่ตนก็อยากจะถาม ในการไปยื่นอุทธรณ์จะนำเหตุผลอะไรไปอ้าง เพราะสิ่งที่ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยและดำเนินการไปนั้น ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรกับประเทศชาติมีแต่จะทำเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเอาไว้ต่างหาก

ប្រភព៖ http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000077477

Advertisements

មតិ»

No comments yet — be the first.

ឆ្លើយ​តប

Fill in your details below or click an icon to log in:

ឡូហ្កូ WordPress.com

អ្នក​កំពុង​បញ្ចេញ​មតិ​ដោយ​ប្រើ​គណនី WordPress.com របស់​អ្នក​។ Log Out / ផ្លាស់ប្តូរ )

រូប Twitter

អ្នក​កំពុង​បញ្ចេញ​មតិ​ដោយ​ប្រើ​គណនី Twitter របស់​អ្នក​។ Log Out / ផ្លាស់ប្តូរ )

រូបថត Facebook

អ្នក​កំពុង​បញ្ចេញ​មតិ​ដោយ​ប្រើ​គណនី Facebook របស់​អ្នក​។ Log Out / ផ្លាស់ប្តូរ )

Google+ photo

អ្នក​កំពុង​បញ្ចេញ​មតិ​ដោយ​ប្រើ​គណនី Google+ របស់​អ្នក​។ Log Out / ផ្លាស់ប្តូរ )

កំពុង​ភ្ជាប់​ទៅ​កាន់ %s

%d bloggers like this: