jump to navigation

សន្និសីទ​អំពី​ការ​ដាក់​បញ្ចូល​ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ​ជា​បេតិកភណ្ឌ​ពិភព​លោក ខែមិថុនា 30, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព័ត៌មាន.
add a comment
Advertisements

Thai foreign ministry considers Preah Vihear temple order appeal ខែមិថុនា 30, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in News.
add a comment

BANGKOK, June 28 (TNA) – Senior officials of Thailand’s Ministry of Foreign Affairs on Saturday said the ministry may appeal the Administrative Court-issued injunction Saturday morning suspending the Thai cabinet’s earlier endorsement of Cambodia’s map of Preah Vihear temple as well as the Thai signing of the related communique.
Foreign Ministry Treaties and Legal Affairs Department director-general Krit Kraichitti said the ministry was studying a plan to appeal the decision according to required procedures and that it would be made according to the government’s policy.

Mr. Krit denied telling the court that Thailand would lose its territorial rights in the contested 4.6 square kilometre area around the ancient Hindu temple.

He said the joint communiqué did not mention that Thailand would lose any land by allowing the Cambodian government to register the temple as a World Heritage Site at the UNESCO World Heritage Committee annual meeting which begins on July 2 in Quebec, Canada.

Meanwhile, Foreign Ministry spokesman Tharit Charungvat said Thai officials met for an hour later Saturday to discuss what should be done in response to the Administrative Court’s order.

He said there was no clear decision at the meeting as to whether the ministry would appeal or not, but it will
stop commenting on the issue as Foreign Minister Noppadon Pattama has said he will discuss the matter
with cabinet next week.

Meanwhile, Foreign Minister permanent secretary Virasakdi Futrakul said he believed the matter would not
harm the close relations between Thailand and Cambodia.

The court’s action was made in response to petition by Thailand’s democracy activist movement, the People’s Alliance for Democracy (PAD), which appears dedicated to bringing down the government of Prime Minister Samak Sundaravej. The PAD urged the court to nullify the Thai cabinet resolution of June 17 supporting and endorsing Cambodia’s map of the ancient temple.

The activist group feared that the Thai cabinet endorsement would be used by Cambodia to contest Thailand’s sovereignty over a still-contended 4.6 square kilometre area around the ancient Hindu temple.

In another development, opposition Democrat party Abhisit Vejjajiva in a letter to the Speaker of the House Chai Chidchob through first deputy house speaker Somsak Kiatsuranond appealed to the Constitution Court to rule on the legality of the cabinet action designating Mr. Noppadon to sign the Phra Vihear declaration with Cambodia
as it paves the way for Cambodia to list the temple as a World Heritage site.

Abhisit said the move was another channel to protect the kingdom’s benefit from listing the temple. (TNA)

ប្រភព៖ http://www.khmerbotra.com/?p=106

เขมรขู่ฟ่อ!ไทยกลับลำพระวิหารกระทบความสัมพันธ์ ខែមិថុនា 30, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment

ผู้จัดการออนไลน์– นายฮอร์นัมฮอง (Hor Nam Hong) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชากล่าวว่าความรู้สึกทางชาตินิยมเกี่ยวกับการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกที่กำลังแผ่ลามในประเทศไทยขณะนี้ อาจจะกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้
       
       นายนัมฮองกล่าวว่าไทยและกัมพูชาได้บรรลุความตกลงกันแล้วในการกำหนดเขตแดนรอบๆ ประสาทพระวิหาร ที่กัมพูชาจะนำเข้าจดทะเบียนกับองค์การยูเนสโก
       
       นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศไทยที่ไปทำข้อตกลงกับรัฐบาลกัมพูชา ได้ตกเป็นเป้าโจมตีของพรรคฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งจะสิ้นสุดลง ซึ่งรัฐบาลเสียงข้างมากสามารถรอดพ้นจากการถูกไม่ไว้วางใจได้อย่างง่ายดาย
       
       แต่ทว่าการโต้แย้งในเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นประเด็นระดับแนวหน้าในการเมืองภายในประเทศ
       
       “พรรคการเมืองต่างๆ ในประเทศไทยไม่ควรจะนำเอากรณีปราสาทพระวิหารไปเป็นประเด็นการต่อสู้ภายในประเทศ เรื่องนี้สามารถสร้างความกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาได้” รมว.ต่างประเทศกัมพูชากล่าวเมื่อวันศุกร์ (27 มิ.ย.)
       
       สัปดาห์นี้กัมพูชาได้ปิดปราสาทพระวิหารหลังจากประชาชนชาวไทยกว่า 100 คนได้เดินขบวนไปที่นั่น ประท้วงความตกลงเรื่องนี้ ซึ่งผู้ประท้วงกล่าวว่าเป็นผลให้ไทยสูญเสียดินแดนให้แก่กัมพูชา
       
       แต่นายฮอร์นัมฮองยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่สูญเสียดินแดนใดๆ
       
       “ภาพแผนที่พระวิหารที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อพรมแดนเลย” นายนัมฮองกล่าว ทั้งยังย้ำว่าประเทศไทยจะไม่สูญเสียดินแดนแม้เซนติเมตรเดียว
       
       เมื่อปีที่แล้วกัมพูชาได้พยายามจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่สำเร็จ ท่ามกลางข่าวลือที่ว่าฝ่ายไทยได้ขัดขวางความพยายามของกัมพูชา สำนักข่าวเอเอฟพีกล่าว
       
       อย่างไรก็ตามระหว่างการสรุปอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีอีกหลายนายในคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นำแผนที่ฉบับจริงประกอบการขอจดทะเบียนออกแสดง ได้ระบุว่ามีลับลมคมใน
       
       แผนที่ระบุรายละเอียดรวมทั้งพิกัดของอาณาบริเวณที่กัมพูชาขอยูเนสโกจดทะเบียนพร้อมปราสาทพระวิหาร เพื่อให้เป็นให้เป็นเขตบริหารจัดการ (Management Area)
       
       แผนที่ดังกล่าวฝ่ายกัมพูชาจัดทำขึ้นโดยยึดถือแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสทำเอาไว้เมื่อกว่า 100 ปีก่อน ฉบับเดียวกับที่ศาลโลก ณ กรุงเฮก ใช้อ้างอิงและทำให้ไทยสูญเสียปราสาทพระวิหารแก่กัมพูชาเมื่อปี 2505 ทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตสันปันน้ำของไทย
       
       นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การเห็นพ้องให้กัมพูชานำปราสาทพระวิหารไปจดทะเบียนเป็นมรดกโลก จะมีผลเท่ากับยอมรับว่าดินแดนใต้ปราสาทและอาณาบริเวณโดยรอบเป็นของกัมพูชาทั้งหมด
       
       หลังจากการตัดสินของศาลโลกเพียง 1 เดือน รัฐบาลไทยได้ยื่นหนังสือ คัดค้านและสงวนสิทธิ์ที่จะกล่าวอ้างอธิปไตยเหนือดินแดนที่ตั้งปราสาทพระวิหารกับอาณาบริเวณโดยรอบ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในเขตสันปันน้ำของไทยอันควรจะเป็นเส้นพรมแดนธรรมชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ.

ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000075987

อดีตทูตจี้รัฐบาลลาออกทั้งคณะรับผิดชอบ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ខែមិថុនា 30, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment

อดีตเอกอัครราชทูต จี้ “รัฐบาลหมัก” ส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งกัมพูชาเลิกข้อตกลงร่วมอย่างเป็นทางการ ชี้ เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลทั้งคณะ ที่มีมติให้ไปลงนาม หากเป็นรัฐบาลประเทศอื่นคงลาออกไปแล้ว แต่ไทยเป็นประชาธิปไตยอาเพศ จึงไม่มีใครรับผิดชอบ
       
       นายสุรพงษ์ ชัยนาม
อดีตเอกอัครราชทูต 5 ประเทศ และอดีตอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อคำสั่งศาลปกครองกลางได้ออกมาชัดเจนแล้ว รัฐบาลต้องไม่ดำเนินใดๆ และระงับการดำเนินการทุกอย่าง ซึ่งขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่าการลงนามข้อตกลงดังกล่าว ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่ คงต้องรอคำพิพากษาของศาลด้วย หากศาลวินิจฉัยว่าขัดกฎหมาย มาตรา 190 แถลงการณ์ร่วมที่รัฐบาลไทยและกัมพูชา ทำร่วมกัน ก็ถือเป็นโมฆะไปโดยปริยาย สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำ คือ ทำหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงกัมพูชา ว่า ขอระงับแถลงการณ์ร่วม ไม่มีผลใช้บังคับไปก่อน เพราะไทยมีปัญหากระบวนการทางกฎหมายของประเทศไทย ซึ่งต้องรอให้เกิดความชัดเจน โดยอาจเป็นหนังสือจาก รมว.ต่างประเทศ ของไทย ถึง รมว.ต่างประเทศ ของกัมพูชา หรือเป็นหนังสือจากนายกรัฐมนตรีไทย ถึงนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่ต้องเป็นหนังสือจากรัฐบาลประเทศหนึ่งส่งถึงรัฐบาลประเทศหนึ่ง ให้ได้รับทราบอย่างเป็นทางการ เพราะข้อตกลงที่ไปทำนั้น ถือเป็นสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเชื่อว่าสถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ก็คงจะทราบเรื่องและรายงานให้ทางกัมพูชาได้ทราบอยู่แล้ว แต่ไทยก็ต้องแจ้งอย่างเป็นทางการ
       
       นายสุรพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ก็ต้องดูหลักฐาน เพราะเชื่อว่าการดำเนินการเรื่องนี้ คงมีการสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษร และเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมีทั้งมติ ครม.และคำสงวนสิทธิ์ของไทยในปราสาทพระวิหารปี 2505 ข้าราชการประจำได้มีข้อเสนอแนะใดต่อรัฐบาลหรือไม่ หรือทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดกฎหมายก็ยังกระทำ ทั้งหมดต้องพิจารณาจากหลักฐาน เว้นแต่ภาคการเมืองจะสั่งการด้วยวาจาก็มีแนวโน้มว่าข้าราชประจำจะเป็นแพะรับบาป
       
       “ส่วนความรับผิดชอบของฝ่ายการเมืองนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ เพียงคนเดียว แต่ที่ประชุม ครม.ได้มีมติให้นายนพดลไปลงนามข้อตกลงได้โดยไม่มีใครคัดค้าน จึงถือเป็นความรับผิดชอบของคณะรัฐบาลทั้งคณะ ไม่ใช่ความผิดของคนใดคนหนึ่ง ซึ่งหากเป็นรัฐบาลของประเทศอื่นที่อยู่ในวิถีประชาธิปไตย เขาคงลาออกไปนานแล้ว แต่ประเทศเรามันเป็นประชาธิปไตยอาเพศ จึงไม่มีใครออกมารับผิดชอบสักคน”
       

       นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ตนติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของฝ่ายค้านมาตลอด และเห็นว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล หลายคนชอบอ้างว่า ประเทศไทยลงนามไปแล้ว และที่ลงนามไปนั้น ก็เพราะคำนึงถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง 2 ประเทศ ถือเป็นคำพูดที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างที่สุดของ ส.ส.ฟากรัฐบาล เพราะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศนั้น หมายถึงความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์และอธิปไตยร่วมกัน ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบเอาใจประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือมีความสัมพันธ์โดยผลประโยชน์ของชาติเสียหาย แต่การทำแถลงการณ์ร่วมของนายนพดล ไม่ได้สนองประโยชน์ประเทศไทย สนองประโยชน์กัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศคือ ผลประโยชน์แห่งชาติทั้งสอง ความเป็นมิตรประเทศต้องอยู่บนพื้นฐานมีประโยชนร่วมกัน
       
       “ผมเห็น ส.ส.รัฐบาลยกมือประท้วงในสภา ขอไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องปราสาทพระวิหาร และแถลงการณ์ร่วมที่ทำไป เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชา ผมคิดว่าเป็นคำพูดที่บ้องตื้น ไร้สาระมาก เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น เราสามารถมีความสัมพันธ์ได้หลายมิติ ทั้งเรื่องการเมือง สังคม เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม การที่เรามีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อกันนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็มีผลกระทบถึงกัน ไม่ว่าเราจะหยิบเอาเรื่องนี้มาพูดหรืออภิปรายในสภาหรือไม่ ผลกระทบในความสัมพันธ์มันเกิดขึ้นอยู่ทุกวันจากมิติต่างๆ อยู่แล้ว แต่ประเด็น คือ เราต้องให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่ายไม่ใช่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายเดียว” อดีตเอกอัครราชทูต กล่าว

ប្រភព៖ http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000076377

ทูตชี้ “ระบอบทักษิณ” ทิ้งปัญหาเพียบ ระบุผลประโยชน์เกาะกงจุดชนวนพลังมวลชน ខែមិថុនា 27, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment
อดีตเอกอัคราชทูตชี้ประเด็นเขาพระวิหารอาจกลายเป็นการเมืองระหว่างประเทศ ชี้ “ระบอบทักษิณ” ทิ้งเรื่องไว้เยอะทำให้เกิดประเด็นที่ประชาชนสนใจมาถึงตอนนี้ ระบุหากไม่มีเรื่องผลประโยชน์ “เกาะกง” คนไทยคงไม่ให้ความสนใจมากขนาดนี้ ซัดการปกปิดข้อมูลแถลงการณ์ร่วมปิดหู ปิดตาประชาชน ทั้งที่เขมรเผยแพร่ข้อมูลให้คนทั้งโลกรับรู้ ย้ำเป็นการผูกมัดไทยทางอ้อม

       วันนี้ (26 มิ.ย.) ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาเรื่อง “ความเห็นทางกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร” โดย ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะออกมาชี้แจงว่าแผนที่ที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไม่ได้ล้ำเข้ามาในไทย แต่สิ่งที่เป็นคำถาม และกำลังถกเถียงกันอยู่ขณะนี้ คือ คำพิพากษาของศาลโลก เมื่อปี 2505 นั้น เป็นผลให้ข้อโต้แย้งของไทยในด้านข้อเท็จจริงและในแง่กฎหมายสิ้นสุดไปแล้วหรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบกันมาตลอดว่าแม้ไทยจะยอมรับคำตัดสินของศาลโลกแต่เป็นการยอมรับในเรื่องของกฎหมายปิดปาก ไม่ได้ยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาและได้สงวนสิทธิ์ไว้มาตลอด และเหตุใดรัฐบาลไทยจึงไม่ขอขึ้นจดทะเบียนเขาพระวิหารร่วมกับกัมพูชามาก่อนหน้านี้ ทั้งที่ทางขึ้นหลักอยู่ฝั่งไทย
       
       “แถลงการณ์ร่วมที่นายนพดลไปลงนามกับกัมพูชานั้น มีความหมายและนัยยะที่สร้างความสับสน โดยเรื่องเขตทับซ้อน จึงไม่แน่ใจว่าแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวมีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลโลกและได้สร้างผลผูกพันกับทั้ง 2 ประเทศหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้นอกจากข้อกังขาต่อตัวรัฐมนตรีการต่างประเทศว่ามีอำนาจไปลงนามหรือไม่นั้น รัฐบาลยังได้คำนึงถึงผลกระทบของไทยและกัมพูชาระยะยาวและประเทศในแถบภูมิภาคนี้หรือไม่ รวมทั้งผลกระทบต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของประเทศในกลุ่มอาเซียน” ดร.คนึงนิจ กล่าว
       
       ดร.สุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูต กล่าวว่า อย่าให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ หากเป็นการเมืองภายในถือเป็นเรื่องที่ดี ที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชนและสังคม แต่ประเด็นสำคัญที่มองข้ามไม่ได้คือประเด็นปัญหาการเมืองภายในกัมพูชา เพราะหากรัฐบาลกัมพูชาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในได้ ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาจะนำความสัมพันธ์การต่างประเทศมาเบี่ยงประเด็นเพื่อปลุกระดมชาตินิยม ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือปลุกระดมมาตลอด ทำให้ฝ่ายหนุน หรือต่อต้านมาแข่งขันกันว่าใครเป็นชาตินิยมมากกว่ากัน เพราะทางฝั่งกัมพูชาเองนั้น ชาวกัมพูชาทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ กลุ่มประชาสังคม เอ็นจีโอ ก็หันมาสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น
       ปัญหาอยู่ที่ว่าผลกระทบที่เกิดจากการจดทะเบียนจะเป็นอย่างไรต่อทวิภาคี ส่วนภูมิภาค และด้านการเมือง เมืองไทยนั้นโชคดีมากที่ เมื่ออดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำอะไรทิ้งไว้ก็จะกลายเป็นประเด็นและจะให้เป็นข้อคิดของสังคมตลอด ซึ่งทำให้คนไทยรู้จักและเปรียบเทียบในเรื่องของระบอบทักษิณว่าเป็นอย่างไร มีผลกระทบอย่างไร ถ้าหากไม่มีประเด็นที่นำไปผลประโยชน์ในเกาะกง คนไทยเองก็คงไม่สนใจในเรื่องนี้มากนัก แต่เมื่อเรื่องนี้เกิดแดงขึ้นทำให้คนไทยต้องหันกลับมาให้ความสำคัญอีกครั้ง
       
       “หากจะให้เป็นประเด็นการเมืองคงเป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่าให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นการเมืองระหว่างประเทศ สำหรับในอดีตเคยมีปัญหาเกิดขึ้นภายในกัมพูชา เขาจะทำการปลุกระดมกระแสชาตินิยมเกิดขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำกัมพูชาทำ และในวันที่ 28 ก.ค.นี้ จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ประชาชนกัมพูชาจึงติดตามมากเป็นพิเศษ โดยที่รัฐบาลฮุนเซน เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ โดยไม่สนใจสภาวะการเมืองในไทย เพราะกัมพูชาได้เห็นแถลงการณ์ร่วมของเราแล้ว ซึ่งการใช้แถลงการณ์ร่วมเป็นวิธีการที่รัฐบาลไทย ใช้เนื่องจากไม่ต้องผ่านรัฐสภา เรื่องนี้ในสมัยของรัฐบาลที่แล้ว ได้อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ เจรจาถึง 4 ครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชาก็บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ทำให้เป็นการตอกย้ำถึงการระแวงแก่ประชาชน ส่วนแถลงการณ์ร่วมของรัฐบาลชุดนี้นั้นเป็นเอกสารสาธารณะที่ต้องทำการเปิดเผย แต่ของเราไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้ทราบมาก่อน ด้านฝ่ายกัมพูชาเมื่อได้แถลงการณ์ไปก็ทำการเผยแพร่ไปทั่วโลก กัมพูชาจึงมีเจตนาที่จะล็อครัฐบาลไทยไม่ให้เบี้ยวต่อแถลงการณ์ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลของเราดำเนินการหักหลังประชาชน หากบริสุทธิ์ใจต้องเปิดเผยตั้งแต่แรก” ดร.สุรพงษ์ กล่าว
       
       ดร.สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า การที่ยอมให้กัมพูชาจดทะเบียนฝ่ายเดียว เท่ากับยอมรับว่าล้มเลิกข้อสงวนเมื่อปี 2505 ไปแล้ว ต่อจากนี้ เรื่องที่รัฐบาลได้ทำไปแล้วโดยขอจดแยกเพิ่มเติม ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ให้หายคลายแคลงใจ เพราะหากจริงใจว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ก็น่าจะบอกข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับรู้ ว่าเรื่องเขาพระวิหารหากไทยมีข้อมูลใหม่ ก็สามารถคัดค้านต่อศาลโลกใหม่ได้ แต่เมื่อเรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง ปลุกชาตินิยม ตนเห็นว่าไม่เสียหาย เพราะเมื่อเราเห็นว่าประเทศชาติเสียหาย เสียเปรียบ ถูกรังแก แต่ไม่เรื่องใช่เรื่องของการแก้แค้น หรือความเป็นชาติที่เหนือกว่ากัน อันนี้เป็นสิ่งที่อันตราย
       
       “ตนไม่อยากให้เรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน เพราะเมื่อเป็นของเราเมื่อก่อนหน้านี้ก็ต้องเป็นของเรา แต่กัมพูชาเรียกว่าที่ของเขาก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ในส่วนของไทยคงไม่เป็นไร แต่จะอันตรยายในบริบทของความไม่พอใจของชาวกัมพูชา ซึ่งเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้ง คนที่พูดว่าอย่าพูดเรื่องนี้เพราะจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถือว่าไร้สาระ เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้นั่งอยู่เฉยๆ ก็เกิดผลกระทบ เรามีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์กันภายในประเทศ และไม่มีผลต่ออาเซี่ยน เพราะมีกฎในเรื่องของการไม่แทรกเรื่องภายในของกันและกัน ยกเว้นหากไทยและกัมพูชาขอให้อาเซียนเข้ามาไกล่เกลี่ย”
       
       ด้าน รศ.นพนิธิ สุริยะ คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า เหตุที่ต้องเถียงว่าแถลงการณ์ร่วมเป็นสนธิสัญญาหรือไม่นั้น คนที่ตอบได้คือ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตนมองตามหลักการแล้วคิดว่าเรื่องที่เถียงกันจะต้องมีสิ่งที่ต้องปฏิบัติคือ กฎหมายในมาตรา 190 ที่มี 13 ประเภทของสนธิสัญญา หากสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นเข้า 1ใน 13 รัฐบาลก็ต้องทำตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ แต่เมื่อดูแถลงการณ์ร่วมจะเห็นว่า และเทียบกับเกณฑ์สนธิสัญญากรุงเวียนนา จะเห็นว่าถ้อยคำมีเจตนาที่ก่อให้เกิดพันธะหรือข้อผูกพัน เพราะเมื่อดูทีละข้อ จะเห็นว่ามีความเป็นไปได้ เพราะคำว่า agreed แปลว่า ตกลง ดังนั้นเมื่อตกลง ก็ต้องมาทำ ไม่ทำจะตกลงกันทำไม และมาดูว่าตกลงกันเฉยๆ หรือไม่ เมื่อดูข้อ 1 จะเห็นว่าหากเราสนับสนุนหรือชื่นชม ก็มีผลผูกพันแล้ว ส่วนข้อ 5 ที่บอกว่าไม่กระทบต่อสิทธินั้น หมายความว่าหากกระทบ จะทำให้เราเสียสิทธิไปหรือไม่

ប្រភព៖ http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000075360

แห่ค้านขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ยอด 2 วันทะลุ 2 หมื่นชื่อ ลูกม.รว.คึกฤทธิ์ โทรมาร่วมลงชื่อ ខែមិថុនា 27, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment

ล่ารายชื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารที่นำโดย ม.ล.วัลย์วิภา หน้าสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทะลุ 20,000 รายชื่อแล้ว แม้จะไม่ได้รับความร่วมมือด้านสถานที่เท่าที่ควรก็ตาม ด้านประชาชนยังคงทยอยเดินทางอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย คาดจะเป็นเช่นนี้ไปจนกว่าจะ 18.00 น.ซึ่งจะเป็นเวลาปิดรับการลงนาม
       
       วันนี้ (27 มิ.ย.) ในการลงนามคัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ที่นำโดย มล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ที่บริเวณหน้าสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา ยังคงมีประชาชนจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด หลากหลายสาขาอาชีพ เดินทางมาร่วมลงนามกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ยอดรายชื่อคัดค้านสองวันรวมแล้วกว่า 20,000 รายชื่อแล้ว แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะบ่นว่าจุดลงนามคับแคบและอยู่สูงถึงขั้น 9 บนอาคารอเนกประสงค์ และไม่ได้รับตคำตอบจากการขอใช้พื้นที่ลานโพธิ์จากทางมหาวิทยาลัยที่ขอไปตั้งแต่เย็นวานนี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเดินทางมาและเต็มใจที่จะลงชื่อร่วมกับรักษาสมบัติชาติเอาไว้ รวมทั้งมีประชาชนไม่น้อยที่มาลงชื่อแล้วก็ใช้โทรศัพท์มือถือโทรเรียกเพื่อนฝูงญาติมิตรให้มาร่วมลงชื่อด้วย
       
       ด้านคู่สามีภรรยาที่ทำให้ผู้ที่มาร่วมลงนามประทับใจที่สุดคู่หนึ่งในวันนี้ คือนางสุเพ็ญ และ นายขจร พู่พันธ์ เจ้าของกิจการส่วนตัวที่ควงคู่มาลงนามในชุด “เสื้อทีม” คือ เสื้อที่สกรีนด้านหน้าว่า “We love the King. We love Thailand” และที่ด้านหลังสกรีนว่า “ยืนด้วยใจใช่ถูกบังคับ” โดยทั้งคู่เปิดเผยว่า ภายหลังจากการมาร่วมลงนามกับพี่น้องประชาชนชาวไทยเพื่อร่วมต่อสู้ป้องกันมรดกชาติเอาไว้แล้ว ก็จะเดินทางไปร่วมสู้เพื่อความถูกต้องกับพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
       
       ในขณะที่คุณยายชาวไทยเชื้อสายจีน อย่าง “สมศรี แซ่เจี่ย” วัย 70 ปี ชาวบางบอน กล่าวว่า รู้สึกเสียใจที่ประเทศไทยจะต้องสูญเสียแผ่นดินไปด้วยการเอื้อเฟื้อจากรัฐบาลไทยเอง
       
       “ไม่รู้ว่าจะเอากลับคืนมาได้หรือเปล่า เสียใจจริงๆ เมื่อวานก็ให้น้องสาวกับหลานมาลงชื่อ วันนี้พอว่างก็เลยมาลงชื่อด้วย เรื่องเสียดินแดนเขาพระวิหารนี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องของการเสียแผ่นดิน ในฐานะคนไทย ยอมไม่ได้จริงๆ”
       
       เช่นเดียวกับผู้สูงอายุรักชาติอีกรายหนึ่งอย่าง คุณยายมาลัย ปรีชานิลชัยศรี อายุ 74 ปี ที่โหนรถเมล์สองต่อจากบ้านมา ม.ธรรมศาสตร์ เพื่อลงนามคัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารโดยเฉพาะ
       
       “ถามว่า มาทำไม บอกเลยง่ายๆ ฉันเป็นคนไทยที่รักชาติ รักศาสนา รักในหลวงสุดๆ เลยต้องมา เรื่องที่เกิดขึ้นนี้รัฐบาลทำไม่ถูก เราก็ต้องชี้แจงให้เขารู้ว่าเขาทำไม่ถูก และเราก็ต้องต่อสู้เพื่อให้มันถูก เพื่อความถูกต้อง คนรุ่นฉัน เดี๋ยวก็ตายแล้ว แต่เราทำเพื่อคนรุ่นลูกรุ่นหลานเรา ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อคนรุ่นที่จะเป็นอนาคตของชาติ”
       
       ด้านวินมอเตอร์ไซค์รุ่นเดอะ อย่างคุณลุงชนะวัตร เพชรบำรุงจิต วัย 64 ปี จากวินสาธุประดิษฐ์ ก็ผละจากงานประจำวัน บึ่งสองล้อคู่ชีพมาลงนามคัดค้านการขึ้นทะเบียนด้วย พร้อมทั้งระบุเพียงสั้นๆ ว่า เขาพระวิหาร ควรจะเป็นของคนไทย
       
       ด้านแกนนำการล่ารายชื่ออย่าง ม.ล.วัลย์วิภา ได้เปิดเผยรายละเอียดการเดินทางไปยื่นหนังสือในวันพรุ่งนี้ ว่า จะแบ่งออกเป็นสองทีม ทีมแรกจะเดินทางไปยื่นหนังสือที่ยูเนสโก ประเทศไทย ที่ ถ.สุขุมวิท โดยนัดกันเวลา 09.00 น.และกำหนดเวลายื่นหนังสือ คือ 10.00 น.จากนั้นจะเดินทางไปยื่นที่สถานทูตกัมพูชาต่อ อีกทีมหนึ่งจะเดินทางไปยื่นที่ทำเนียบรัฐบาล โดยจะมีนักวิชาการและตัวแทนจากหลายฝ่ายร่วมเดินขบวนไปด้วย อาทิ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม, นายพินิจ ณรงค์แสง นักกฎหมาย, นายสมหมาย เหรียญตรง จากภาคประชาชน,อ.ชีวิน ฉายาชวลิต อ.คณะรัฐศาสตร์ ม.ปทุมธานี
       
       มล.วิสุมิตรา ปราโมช ลูกสาว ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ปราโมช ได้โทรศัพท์แจ้งความจำนงแก่เจ้าหน้าที่ขอร่วมลงชื่อ โดยบอกเลข 13 หลักบัตรประจำตัวประชาชน
       
       เวลา17.00 น.ประชาชนที่จะมาร่วมลงชื่อต้องประสบกับความไม่สะดวก ขณะเดียวกันนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวนมากไม่รู้ว่าลงชื่อที่ไหน
       
       น.ส.อาธิตยา ประพิทักษ์พิริยะ อายุ 22 ปี นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เดินทางมาร่วมลงชื่อ และไปร่วมมือกับกลุ่มที่ตั้งโต๊ะหน้าลานโพธิ์ พร้อมเรียกร้องให้เหล่านิสิต นักศึกษา ประชาชน ที่เดินทางไปผ่านมาร่วมลงชื่อ โดยตะโกนด้วยเสียดัง ประมาณ 40 นาที ส่งผลให้มีผู้ให้ความสนใจจำนวนมากมลงชื่อก่อนปิดรับการลงชื่อเมื่อเวลา 18 .00 น.
       
       แต่มีเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แจ้งว่า นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีศิลปะศาสตร์ ได้ร้องเรียน การกระทำของนักศึกษารายนี้ก่อกวน ทั้งที่เป็นเวลาหลังราชการแล้ว
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.15น.ยอดของผู้มาร่วมลงชื่อชะลอการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกับสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วันนี้ประมาณ 25,000 คน

ប្រភព៖ http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000075334

ศรีสะเกษเตรียมแจ้งจับ “ชาวกัมพูชา”-ลักลอบเข้าราชอาณาจักรไทย “เชิงเขาพระวิหาร” ខែមិថុនា 27, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา– ชาวศรีสะเกษและเครือข่ายอีสานกู้ชาติ (กู้แผ่นดิน) สุดทนรัฐบาล “หุ่นเชิด” เมินแก้ปัญหา เตรียมเข้าแจ้งความจับชาวกัมพูชาข้อหาบุกรุกลักลอบเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย โดยไม่ได้รับอนุญาต พรุ่งนี้ (28 มิ.ย.) ที่ สภ.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กรณีรุกล้ำเขตแดนไทยเข้ามาปักหลักตั้งชุมชนสร้างบ้านเรือนร้านค้า วัด และถนน อาศัยอยู่ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร
       
       วันนี้ (26 มิ.ย.) นายวิวัฒน์ อรรคบุตร ผู้ประสานงานเครือข่ายอีสานกู้ชาติ เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (27 มิ.ย.) เวลา 09.30 น.ประชาชนชาวศรีสะเกษประมาณ 20 คน ในนามเครือข่ายอีสานกู้ชาติ (กู้แผ่นดิน) นำโดย นายเศวต ทินกูล ผู้ประสานงานเครือข่ายอีสานกู้ชาติ จะเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน ที่ สภ.บึงมะลู ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ท้องที่เกิดเหตุ เพื่อให้ดำเนินคดีกับชาวต่างชาติ ที่บุกรุก ลักลอบเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย บริเวณเชิงเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
       
       ทั้งนี้ สืบเนื่องจากชาวกัมพูชาประมาณ 500 คน ได้บุกรุกลักลอบเข้ามาตั้งชุมนุม สร้างบ้านเรือน ร้านค้า วัดและถนน อยู่ในเขตแดนประเทศไทย บริเวณเชิงเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ มาตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการเข้าจับกุมดำเนินคดี แล้วส่งตัวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองผลักดันออกนอกประเทศต่อไป แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐไทยไม่ได้ดำเนินการผลักดันให้ออกไปแต่อย่างใด
       
       “ชาวศรีสะเกษในนามประชาชนชาวไทย จึงจะได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มชาวต่างชาติผู้บุกรุกลักลอบเข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตดังกล่าว ในวันพรุ่งนี้ ( 27 มิ.ย.) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย และส่งตัวผลักดันออกนอกราชอาณาจักรไทยตามขั้นตอนต่อไป” นายวิวัฒน์ กล่าว

ប្រភព៖ http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000075398

ศรีสะเกษหนุนกัมพูชาปิดยาว “เขาพระวิหาร”-เคลื่อนพลขับไล่พ้นเขตแดนไทยพรุ่งนี้ ខែមិថុនា 27, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
2 comments

ศรีสะเกษ – สมัชชาประชาชนฯศรีสะเกษหนุนกัมพูชาปิดยาว “เขาพระวิหาร” ชี้ เป็นผลดีต่อไทยในระยะยาว เชื่ออีกไม่นานชาวกัมพูชาและเจ้าหน้าที่เชิงเขาพระวิหารจะประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค เหตุต้องซื้อจากฝั่งไทย ที่ “ผามออีแดง” เผยเครือข่ายพันธมิตรฯและชาวศรีสะเกษมีมติเคลื่อนพลชุมนุมใหญ่ทวงคืนเขาพระวิหาร-ขับไล่ชุมชนชาวกัมพูชาออกจากเขตแดนไทย 27 มิ.ย.นี้ ซัดผู้ว่าฯ-แก๊ง ส.ส.ศรีสะเกษ “รักชาติแต่ปาก”
       
       วันนี้ (26 มิ.ย.) นายอรุณศักดิ์ โอชารส ประธานสมัชชาประชาชนจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า การที่ขณะนี้ประเทศกัมพูชาได้สั่งปิดด่านผ่านแดนประตูทางขึ้นเขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ อย่างไม่มีกำหนดเพราะไม่พอใจที่ประชาชนชาวไทยเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องทวงคืนเขาพระวิหารและผลักดันขับไล่ชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเขตแดนไทยเข้ามาตั้งชุมชนสร้างบ้านเรือน ร้านค้า วัดและถนน อยู่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น
       
       รัฐบาลไทยและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไม่ควรที่จะไปเจรจาเรียกร้องให้เปิดประตูเขาพระวิหารเพื่อเพิ่มความสำคัญให้ฝ่ายกัมพูชามากจนเกินไป เหมือนกับพฤติกรรมของ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่ทำตัวเสมือนเป็นทนายความแก้ต่างให้กับกัมพูชาอยู่ในขณะนี้
       
       ทั้งนี้ พวกเราเห็นว่าควรที่จะให้ประเทศกัมพูชาปิดประตูทางขึ้นเขาพระวิหารตลอดไป เพราะอีกไม่นานประชาชนชาวกัมพูชาและเจ้าหน้าที่ของกัมพูชาที่มาปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่เชิงเขาพระวิหาร ฝั่งกัมพูชา จะประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องจากเครื่องอุปโภคบริโภคทุกอย่างล้วนมาจากพ่อค้าแม่ค้าคนไทยที่นำไปขายให้ที่บริเวณผามออีแดง ด้านฝั่งประเทศไทยทั้งสิ้น
       
       “การที่กัมพูชาปิดประตูเขาพระวิหารแม้จะทำให้แม่ค้าชาวไทยเสียรายได้บ้าง แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติส่วนรวมและคนไทยทุกคนในระยะยาว” นายอรุณศักดิ์ กล่าว
       
       นายอรุณศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ สมัชชาประชาชน จ.ศรีสะเกษ และองค์กรเครือข่ายพันธมิตรฯ รวมทั้งประชาชนชาวศรีสะเกษได้มีมติแล้วว่า จะร่วมกันเดินทางไปชุมนุมใหญ่ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อทวงคืนเขาพระวิหาร และขับไล่ชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเขตแดนไทยออกไปจากเชิงเขาพระวิหาร พร้อมจะทำการยื่นหนังสือประท้วงและเรียกร้อง เป็นภาษากัมพูชาให้กับรัฐบาลกัมพูชาและประชาชนชาวกัมพูชาได้รับทราบด้วย
       
       สำหรับกรณีพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหารนั้น พวกเราเห็นว่าไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนแต่อย่างใดเพราะตามแผนที่ไทยที่ยึดสันปันน้ำ และหน้าผาเป็นเส้นแบ่งเขตแดนตามหลักสากลแล้วบริเวณดังกล่าวเป็นเขตแดนของประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งบริเวณเป้ยตาดีบนเขาพระวิหาร นั้นเป็นแหล่งต้นน้ำที่ไหลลงไปสู่ห้วยขะยูงลำห้วยสายสำคัญของ จ.ศรีสะเกษ ดังนั้น การยึดเอาสันปันนี้ตามหลักสากลของการแบ่งเขตแดนจึงถือได้ว่า เขาพระวิหารเป็นของไทย
       
       ส่วนการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และ ส.ส.ศรีสะเกษ ไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวช่วยชาวศรีสะเกษในการทวงคืนเขาพระวิหารและผลักดันชาวกัมพูชาให้ออกไปจากเขตแดนไทยนั้น ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่กรณีที่พากันนิ่งเฉยไม่ออกมาขับเคลื่อนร่วมกับชาวศรีสะเกษนั้นพวกเราเห็นว่าเป็นการกระทำที่เรียกได้ว่า “รักชาติแต่ปาก” ซึ่งประชาชนชาวศรีสะเกษจะต้องร่วมกันพิจารณาทบทวนในเรื่องนี้ต่อไป

ប្រភព៖ http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000075362

“สุวัตร” เบิกความมัด “นพเหล่” จดทะเบียนเขาพระวิหารพิลึก ខែមិថុនា 26, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment

พันธมิตรฯเบิกความเพิกถอนมติ ครม.“นพดล” ลงนามร่วมรับรองจดเทียบเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก มั่นใจศาลเมตตา ชี้ ขั้นตอนต่อไปรัฐบาลต้องทำหนังสือแจ้งระงับต่อยูเนสโก ย้ำ ไทยต้องไม่ให้การรับรองยกปราสาทพระวิหารให้เขมร
       
       วันนี้ (26 มิ.ย.) ศาลปกครองกลางได้นัดไต่สวนฉุกเฉินกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดย นายสุวัตร อภัยภักดิ์ กับพวกรวม 9 คน ฟ้อง นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กับพวกรวม 2 ราย ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอนการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ให้เห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พร้อมแผนที่แนบท้าย ซึ่งเสนอและจัดทำโดยรัฐบาลกัมพูชา รวมทั้งให้เพิกถอนการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ เนื่องจากกัมพูชาจะนำคำแถลงการณ์ร่วมยื่นขอจดทะเบียนให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกต่อคณะกรรมการมรดกโลกในวันที่ 5 ก.ค.นี้ ขณะที่ผู้ถูกฟ้องนั้น นายนพดล ได้มอบอำนาจให้ นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ มาเบิกความต่อศาล
       
       นายสุวัตร กล่าวภายหลังชี้แจงต่อศาลว่า ในส่วนของผู้ฟ้อง ศาลได้ไต่สวน 2 ปาก คือ ตนและนายนิติธร ล้ำเหลือ ซึ่งข้อมูลที่ตนได้ชี้แจงต่อศาลนั้นมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่า ครบถ้วนและสมบูรณ์ และเชื่อมั่นว่า ศาลจะมีคำสั่งระงับตามที่ผู้ฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติดังกล่าว ต่อมาศาลได้นัดไต่สวนในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ และผู้ถูกฟ้องทั้งสอง และยังมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องถ่ายสำเนาคำแถลงการณ์ร่วมพร้อมด้วยแผนที่ที่ใช้ในการทำบันทึกข้อตกลงที่นายนพดลไปลงนาม พร้อมด้วยคำแปลและแผนที่ที่ทางกัมพูชาได้เสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลกมามอบให้กับผู้ฟ้อง
       
       “ตามหลักทั่วไปแล้วผู้ถูกฟ้องคดีต้องนำสำเนาพยานและหลักฐานเอกสารทั้งหมดมามอบให้กับศาลและผู้ฟ้อง เพื่อพิจารณาประกอบไปด้วยกัน แต่การมาในครั้งนี้ทางฝ่ายถูกผู้ฟ้องไม่ได้ดำเนินการ ผมเลยขอให้ศาลสั่งให้นำหลักฐานดังกล่าวมาเปิดเผย เพราะก่อนหน้านี้ ผมและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่เคยเห็นแผนที่ N1 N2 และ N3 ที่เสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก แต่ผมไปได้เอกสารดังกล่าวในทางลับจากคณะกรรมการมรดกโลกโดยตรง จึงทำให้มั่นใจว่าการต่อสู้ครั้งนี้ทุกอย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เชื่อว่า ศาลจะเมตตา” นายสุวัตร กล่าว
       
       เมื่อถามว่า หากศาลมีคำสั่งเพิกถอนดังกล่าวจะมีขั้นตอนต่อไปอย่างไร นายสุวัตร กล่าวว่า หากมีคำสั่งเช่นนั้นจริง กระบวนการต่างๆ จะตกไป และกระทรวงการต่างประเทศต้องทำหนังสือถึงองค์การยูเนสโก ว่า ศาลไทยมีคำสั่งระงับในส่วนที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย และเรื่องดังกล่าวจะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา เพราะทางกัมพูชายังมีสิทธิขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งจะเป็นไปตามข้อเท็จจริงโดยไทยไม่ได้ให้การรับรอง และหากปีนี้ไม่ได้เสนอปีหน้าก็สามารถเสนอขึ้นทะเบียนได้ ทั้งนี้ เชื่อว่ากัมพูชารอได้ เพราะทำมาหลายปีแล้ว แต่การขึ้นทะเบียนให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกจะต้องไม่เกี่ยวกับให้ไทยไปยอมรับ อย่างไรก็ตามในส่วนผู้ถูกฟ้องได้ยื่นคัดค้านการไต่สวน อ้างเหตุผล 3 ข้อ คือ 1.ผู้ฟ้องไม่มีอำนาจในการฟ้อง 2.ศาลไม่มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว 3.ยืนยันว่าคำแถลงร่วมไม่ใช่สนธิสัญญา
       
       ขณะที่ นายกฤต กล่าวว่า เป็นตัวแทนของ นายนพดล มาชี้แจง เนื่องจาก นายนพดล ติดชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่สามารถเดินทางมาศาลด้วยตนเอง ทั้งนี้ ยืนยันว่า กระทรวงการต่างประเทศไม่เกี่ยวข้องกับการเสียดินแดน ขณะที่ได้นำเอกสาร แผนที่ และแถลงการณ์ร่วมมาชี้แจงต่อศาลด้วย แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เช่นเดียวกันกับว่าไม่สามารถบอกได้ว่าเอกสารของผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องจะตรงกันหรือไม่
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานในการชี้แจงต่อศาล นายสุวัตร ได้ให้เหตุผลว่า ผู้ฟ้องถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยตรงจึงมีอำนาจในการฟ้อง เพราะนายสุริยะใส เป็นผู้ฟ้องคดีที่ 4 ที่เป็นชาวจังหวัดศีรสะเกษอยู่ในพื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ ขณะที่ นายคำนูณ ผู้ฟ้องคดีที่ 5 เป็น ส.ว.ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบตามกฎหมายการดำเนินการของรัฐตามรัฐธรรมนูญ
       
       นอกจากนี้ นายสุวัตร ยังยืนยันต่อศาลว่า ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของคนไทย แต่การที่ผู้ถูกฟ้องไปทำข้อตกลงดังกล่าวนั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะมีข้อผูกพันร่วมกัน 6 ข้อ ที่ส่งผลให้ไทยเสียดินแดนและละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190

ប្រភព៖ http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000075271

พันธมิตรฯ ศรีสะเกษชุมนุมทวงคืน“เขาวิหาร”- ชมถ่ายทอดสด ASTV คึกคัก ខែមិថុនា 26, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment

ศรีสะเกษ – ชาวศรีสะเกษร่วมเครือข่ายพันธมิตรฯ และสมัชชาประชาชน จัดเวทีชุมนุมทวงคืนเขาพระวิหาร ที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟศรีสะเกษ พร้อมชมถ่ายทอดสดชุมนุมใหญ่พันธมิตรฯ จากหน้าทำเนียบรัฐบาลคึกคัก ลั่นคัดค้านขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกและผลักดันชาวกัมพูชาออกจากเขตแดนไทยให้จงได้ เผยเตรียมระดมพลเข้าชุมนุมที่ทางขึ้นเขาพระวิหาร 28 มิ.ย.นี้
       
       คืนวันนี้ ( 25 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นมา ที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟศรีสะเกษ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ประชาชนชาวจังหวัดศรีสะเกษและ เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดศรีสะเกษ นำโดย นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานคณะกรรมการประสานงานเพื่อพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ (คปศ.) ,นายอรุณศักดิ์ โอชารส ประธานสมัชชาประชาชนจังหวัดศรีสะเกษ ได้รวมตัวกันชุมนุมรับชมการถ่ายทอดสดการชุมนุมใหญ่ของพันธมิตรฯ ผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี (ASTV) จากหน้าทำเนียบรัฐบาล
       
       พร้อมตั้งเวทีปราศรัยคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา โดยมีบรรดาแกนนำต่างผลัดกันขึ้นกล่าวปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่ไปลงนามแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทย-กัมพูชา ในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ทั้งที่นายนพดล เป็นคนจ.ศรีสะเกษโดยกำเนิด แต่ไม่ได้ช่วยกันปกป้องปราสาทพระวิหารที่ชาวไทยทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจ.ศรีสะเกษได้ยึดถือมาโดยตลอด
       
       นอกจากนี้ ยังมี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางมาขึ้นเวทีปราศรัยให้ความรู้ข้อมูลกับประชาชนที่มาร่วมชุมนุมด้วย
       
       นายอรุณศักดิ์ โอชารส ประธานสมัชชาประชาชนจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า การชุมนุมในครั้งนี้เพื่อเป็นการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา ภายใต้จุดยืน คือ “คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก” , “เอาคนเขมรคืนไป เอาเขาพระวิหารคืนมา” ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนชาว จ.ศรีสะเกษ ทุกสาขาอาชีพ เข้ามาร่วมชุมนุมกันอย่างคึกคัก
       
       ทั้งนี้พวกเราจะขอมติที่ชุมนุมแห่งนี้ในการขับเคลื่อนผลักดันชาวกัมพูชาที่เข้ามาตั้งชุมชน สร้างบ้านเรือน ร้านค้า วัดและถนน ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร ให้ออกไปจากเขตแดนไทย โดยหากที่ชุมนุมมีมติเห็นร่วมกัน ในเช้าวันเสาร์ที่ 28 มิ.ย. นี้ พวกเราและองค์กรเครือข่ายพร้อมด้วยประชาชนชาวจ.ศรีสะเกษ จะ เดินทางไปชุมนุมที่บริเวณทางขึ้นเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย จ.ศรีสะเกษ เพื่อขับไล่ชาวกัมพูชาให้พ้นไปจากเขตแดนไทยที่บริเวณเชิงเขาพระวิหารให้จงได้

ប្រភព៖ http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000074976