jump to navigation

មន្ត្រីនាំ​ពាក្យ៖ កម្ពុជា​មិន​បាន​សុំ​អន្តរាគមន៍​ពី​អ.ស.ប.ជុំវិញ​ជម្លោះ​ជាមួយ​ថៃ​ទេ ខែ កក្កដា 21, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព័ត៌មាន.
add a comment
2008-07-20

មន្ត្រី​អ្នក​នាំពាក្យ​រាជរដ្ឋាភិបាល​កម្ពុជា លោក ខៀវ កាញារីទ្ធ បាន​មាន​ប្រសាសន៍​កាល​ពី​ល្ងាច​ថ្ងៃ​២០ កក្កដា​នេះ ប្រាប់​វិទ្យុ​អាស៊ីសេរី ឲ្យ​ដឹង​ថា រដ្ឋាភិបាល​កម្ពុជា មិន​បាន​សុំ​អន្តរាគមន៍ ពី​អង្គការ​សហប្រជាជាតិ (អ.ស.ប.) ឬ​ភាគី​ទី​៣ ណា ក្នុង​ករណី​ទាហាន​ថៃ កំពុង​តែ​ឈរជើង​នៅ​ក្នុង​ដែនដី​របស់​កម្ពុជា​នោះ​ទេ ។

 
RFA Photo
លោក ខៀវ កាញារីទ្ធ មន្ត្រី​អ្នកនាំ​ពាក្យ​នៃ​រាជ​រដ្ឋាភិបាល​កម្ពុជា។

ខាងក្រោម​នេះ គឺ​ជា​ការបកស្រាយ​បញ្ជាក់​របស់​លោក ខៀវ កាញារីទ្ធ អ្នក​នាំពាក្យ​រដ្ឋាភិបាល និង​ជា​រដ្ឋមន្ត្រី​ក្រសួង​ព័ត៌មាន​ផង​នោះ តាមរយៈ​សំណួរ​របស់​លោក ផាន សូផាត ។

ផាន សូផាត ៖ ខ្ញុំ​សូម​បញ្ជាក់​ឯកឧត្ដម​អំពី​បញ្ហា​ដែល​ថា ប្រទេស​កម្ពុជា​បាន​ផ្ញើ​លិខិត​ទាក់ទង​ទៅ​នឹង​បញ្ហា​ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ​ជាមួយ​នឹង​ប្រទេស​ថៃ​នោះ តើ​ខ្លឹមសារ​លិខិត​ដែល​ប្រទេស​កម្ពុជា ដាក់​ជូន​អង្គការ​សហប្រជាជាតិ​នោះ ទាក់ទង​ទៅនឹង​បញ្ហា​អ្វី​ដែរ​ទៅ?

ខៀវ កាញារីទ្ធ ៖ សុំ​កែ​តម្រូវ ពីព្រោះ​មិន​ដូច​អ្វី​ដែល​កាសែត​នៅ​ខាង​ក្រៅ ដែល​បាន​និយាយ​ថា កម្ពុជា​សុំ​អន្តរាគមន៍​ពី​អង្គការ​សហប្រជាជាតិ ។ ព្រោះ​កន្លង​មក​នេះ យើង​គ្រាន់តែ​ឲ្យ​ស្ថាន​បេសកកម្ម​អចិន្ត្រៃយ៍​របស់​កម្ពុជា​ប្រចាំ​នៅ​អង្គការ​សហប្រជាជាតិ ធ្វើ​លិខិត​ដើម្បី​ជម្រាប​ជូន​អំពី​សភាពការណ៍​នេះ​ទៅ​ប្រធាន​មហាសន្និបាត​នៃ​អង្គការ​សហប្រជាជាតិ ប្រធាន​ក្រុមប្រឹក្សា​សន្តិសុខ​នៃ​អង្គការ​សហប្រជាជាតិ ដើម្បី​ជម្រាប​ជូន​អំពី​សភាពការណ៍​និង​មូលហេតុ​ទំនាស់​រវាង​កម្ពុជា​និង​ថៃ លើ​បញ្ហា​តំបន់​ជិត​ព្រំដែន​ព្រះវិហារ​នេះ ប៉ុន្តែ​គ្រាន់តែ​ជូន​ដំណឹង និង​សុំ​ឲ្យ​ផ្ញើ​លិខិត​នេះ ចែក​លិខិត​ផ្លូវការ​ជូន​សមាជិក​តែ​ប៉ុណ្ណឹង​ទេ គឺ​មិន​បាន​សុំ​អន្តរាគមន៍​ពី​អង្គការ​សហប្រជាជាតិ​ទេ ។ ជំហរ​របស់​សម្ដេច​នាយករដ្ឋមន្រ្តី លោក​បាន​មាន​ប្រសាសន៍​ហើយ គឺ​ប្រទេស​ទាំង​ពីរ បន្ត​ដោះស្រាយ​ទ្វេភាគី​ឲ្យ​អស់​លទ្ធភាព ដោយសារ​ថា នាយករដ្ឋមន្រ្តី​ទាំងពីរ​បាន​ប្ដេជ្ញា​ហើយ គឺ​ថា​នឹង​នៅ​ធ្វើការ​ជាមួយ​គ្នា ដោះស្រាយ​ជាមួយ​គ្នា ។ ហើយ​បាន​ប្ដេជ្ញា​ទៀត មិន​ឲ្យ​សភាពការណ៍ តឹង​លើស​ហ្នឹង​ទេ កម្ពុជា​អត់​បាន​ក្បត់​សម្ដី​ខ្លួន​ឯង​នោះ​ទេ ។

ផាន សូផាត ៖ ខ្ញុំ​សូម​ជម្រាប​សួរ​ឯកឧត្តម​ថា ថ្ងៃ​នេះ តាម​សារព័ត៌មាន​របស់​ប្រទេស​ថៃ បាន​និយាយ​ថា នាយករដ្ឋមន្រ្តី​ថៃ លោក សាម៉ាក់ ស៊ុនថរ៉ាវេត ហ្នឹង បាន​ប្រកាស​ថា លោក​ឈប់​និយាយ​អំពី​បញ្ហា​ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ​ហើយ គឺ​ក្រោយពេល​ដែល​ប្រទេស​កម្ពុជា​ហ្នឹង បាន​ធ្វើការ​តវ៉ា​អំពី​រឿង​នេះ ទៅ​អង្គការ​សហប្រជាជាតិ ហើយ​លោក​ថា កិច្ចការ​ទាំង​អស់​គឺ​ជា​ការទទួល​ខុសត្រូវ​របស់​ក្រសួង​ការបរទេស ។ តើ​រឿង​នេះ ឯកឧត្ដម​អាច​មាន​ប្រសាសន៍​យ៉ាង​ម៉េច​ដែរ?

ខៀវ កាញារីទ្ធ ៖ ខ្ញុំ​ចង់​ជម្រាប​អ៊ីចេះ គឺ​ថា ឯកឧត្ដម សាម៉ាក់ គាត់​បាន​ទទួលព័ត៌មាន​អស់​ហើយ គឺ​សុំ​មើល​លិខិត​របស់​បេសកកម្ម​អចិន្រ្តៃយ៍​កម្ពុជា​វិញ បើ​កម្ពុជា​បាន​សម្រេច​ហើយ គឺ​ថា យើង​ប្រើប្រាស់​អស់​លទ្ធភាព​នៃ​ការដោះស្រាយ​ជា​ទ្វេ​ភាគី គឺ​យើង​មិនទាន់​រក​ទៅ​ដល់​ភាគី​ទីបី នៅ​ឡើយ​ទេ គឺ​ដូចជា​ការសម្រេចចិត្ត​នៃ​ពិភាក្សា​រវាង​នាយករដ្ឋមន្រ្តី​ទាំងពីរ​តាម​ទូរស័ព្ទ នៅយប់​ថ្ងៃ​ទី​១១ ដូច្នេះ ប្រហែល​ជា​ឯកឧត្ដម​នាយក​រដ្ឋមន្រ្តី​ថៃ គឺ​អាច​មាន​ការច្រឡំ​តាម​ចំណង​ជើង​នៃ​កាសែត​ហ្នឹង​តែ​ប៉ុណ្ណឹង​ទេ គឺ​យើង​អត់​បាន​សុំ​អន្តរាគមន៍​ទេ លិខិត​របស់​បេសកកម្ម​អចិន្រ្ដៃយ៍​កម្ពុជា​នៅ​អង្គការ​សហប្រជាជាតិ គឺជា​ការជូន​ដំណឹង គឺ​ថា ទាញ​ការយកចិត្ត​ទុក​ដាក់ ដើម្បី​សុំ​ការយក​ចិត្ត​ទុក​ដាក់​លើ​អ្វី​ដែល​កើត​ឡើង​រវាង​កម្ពុជា-ថៃ ទេ ប៉ុន្តែ​អត់មាន​និយាយ​អ្វី​ពី​ការសុំ​អន្តរាគមន៍​ពី​អង្គការ​សហប្រជាជាតិ ឬ​ភាគី​ណាមួយ​ទេ

ប្រភព៖ http://www.rfa.org/khmer/indepth/cambodia-denies-seeking-un-help-07212008010622.html

เขาพระวิหาร: หรือต้องกลับไปศาลโลก? ខែ កក្កដា 21, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment


ภาพจากแฟ้มเอเอฟพีวันที่ 21 พ.ค.2551 นักท่องเที่ยวไทยกำลังเที่ยวชมปราสาทพระวิหาร ในยามสงบที่นี่เป็นปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ในวันนี้เป็นเขตแดนแห่งการเผชิญหน้าทางทหาร หรือจะต้องกลับไปยังศาลโลกอีกครั้ง?

ผู้จัดการออนไลน์– รัฐบาลกัมพูชากำลังใจจดจ่อรอผลการเจรจาระหว่างคณะผู้นำทหารระดับสูงกับฝ่ายที่ จ.สระแก้วในวันจันทร์นี้ ซึ่งไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร กัมพูชาก็มีแผนการที่จะดำเนินการขั้นต่อไป หลังจากสัปดาห์ที่แล้วได้รายงานสถานการณ์ความขัดแย้งกับไทยให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้รับทราบ
       
       ผู้สังเกตการณ์ในกัมพูชา รวมทั้งสื่อหลายแห่งแห่งต่างมีความเห็นในทำนองเดียวกันว่า ปัญหา “ เขตแดนทับซ้อน” กับไทยที่ชายแดนด้านเขาวิหารนั้นแก้ยาก สองประเทศเพื่อนบ้านทำได้อย่างดีที่สุดก็อาจจะเพียงแค่หยุดยิง ถอนทหารออกไป และ เจรจากันยืดเยื้อยาวนาน โดยไม่มีการเปลี่ยนสถานะเดิม (status quo) ของปัญหา
       
       แต่บางทีการนำเรื่องนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง ก็อาจจะมีหลักประกันที่ดีกว่า เพราะจะไม่เกิดความรุนแรงขึ้นในเขตแดนพิพาท ขณะที่การพัฒนาปราสาทพระวิหารในฐานะที่เป็นมรดกโลกก็ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น เช่นเดียวกันกับการท่องเที่ยว
       
       นักวิเคราะห์ยังมองไม่เห็นทางออกของปัญหา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเผชิญหน้าอาจจะลุกลามบานปลายใหญ่โตได้ง่าย เมื่อทหารจำนวนมากเผชิญหน้ากัน เสียงปืนเพียงนัดเดียวสามารถจุดชนวนการยิงต่อสู้ขึ้นมาได้
       
       วันจันทร์นี้รัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มอาเซียนได้เริ่มการประชุมอย่างเป็นทางการในสิงคโปร์
       
       แม้ไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นสมาชิกกลุ่มอาเซียน แต่กลุ่มนี้ก็จะไม่อาจจะช่วยคลี่คลายปัญหาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยึดถือหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก และไม่แทรกแซงกรณีพิพาททวิภาคีใดๆ


ผู้ช่วยรัฐมนตรีกัมพูชา นายกาวกิมฮูน (Kao Kim Hourn) กำลังสนทนากับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศเวียดนาม ฝ่ามยาเคียม (Pham Gia Khiem) ระหว่างไปร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในสิงคโปร์เมื่อวันอาทิตย์นี้ กัมพูชารู้ดีว่าอาเซียนไม่ใช่เวทีแก้ปัญหาพิพาทเขตแดนกับไทย (ภาพ: AFP)

กัมพูชาส่งบุคคลระดับผู้ช่วยรัฐมนตรี (Secretary of State) ประจำกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่ค่อยมีบทบาทอะไร ไปร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่สิงคโปร์
       
       มิหนำซ้ำในเดือนหน้านี้สิงคโปร์ก็จะส่งไม้ต่อให้กับไทยเข้าทำหน้าที่ “ ประเทศประธาน” หรือ ประธานคณะกรรมการประจำกลุ่มอาเซียนแทน
       
       แม้ว่าจะเป็นสิทธิอันชอบธรรมของสมาชิกประเทศหนึ่งที่จะส่งเจ้าหน้าที่ระดับใดระดับหนึ่งไปร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี และ ถือเป็นมารยาทที่สามารถปฏิบัติได้หากเกิดความไม่สะดวก แต่การที่กัมพูชาส่งตัวแทนระดับต่ำกว่ารัฐมนตรีว่าการไปร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนในสัปดาห์นี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการประท้วง
       
       กัมพูชาต้องการแสดงความไม่พอใจที่จะต้องไปเผชิญหน้ากับฝ่ายไทยในอาเซียน ขณะที่สถานการณ์ชายแดนยังร้อนระอุ และรัฐบาลกรุงพนมเปญกล่าวหาว่าทหารไทยหลายร้อยคนยังคงอยู่ในดินแดนกัมพูชา
       
       ผู้รับผิดชอบการต่างประเทศอย่างแท้จริง นักการทูตอาวุโสระดับ “ กระบี่มือหนึ่ง” ที่สมเด็จฯ ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชาไว้วางใจที่สุด คือ นายฮอร์นัมฮอง (Hor Nam Hong) ซึ่งเป็นทั้งรองนายกฯ กับ รมว.ต่างประเทศนั้น “ สแตนด์บาย” ที่กรุงพนมเปญ เงี่ยหูฟังสถานการณ์รอบด้าน


นายจอร์จ เยียว รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ออกคำแถลงว่าทั้งไทยและกัมพูชารับปากอาเซียนจะใช้ความอดทนและอดกลั้นอย่างเต็มที่ในการแสวงหาทางแก้ปัญหาโดยสันติ แต่ในเดือนหน้าสิงคโปร์กำลังจะมอบตำแหน่งประธานคณะกรรมการประจำอาเซียนให้แก่ไทย ซึ่งย่อมทำให้กัมพูชารู้สึกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการณีพิพาทกับไทย (ภาพ: AFP)

เมื่ออาเซียนไม่ใช่ที่พึ่ง กัมพูชาจึงหันไปเปิดเวทีที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) อันเป็นเวทีที่มีอำนาจชี้ขาดมากกว่า
       
       สุดสัปดาห์ที่ผ่านมากัมพูชาได้เชิญเจ้าหน้าที่จากสถานทูต 4 ประเทศคือ สหรัฐฯ จีน ฝรั่งเศสกับเวียดนาม ไปดูสถานการณ์การเผชิญหน้าบนเขาพระวิหาร
       
       สามชาติแรกเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ส่วนเวียดนามซึ่งเป็นสมาชิกประเภทหมุนเวียน ก็กำลังทำหน้าที่ประธานคณะมนตรีฯ ในปัจจุบัน
       
       นายเขียว กัญฤทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าว ในฐานะโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า นอกจากได้รายงานสถานการณ์ให้ UNSC ได้รับทราบ รายงานอีกฉบับหนึ่งยังส่งถึงประธานสมัชชาใหญ่ยูเอ็นปัจจุบัน เพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับปัญหาทั่วไปตลอดจนการเผชิญหน้าทางทหารกับไทยที่เขาพระวิหาร
       
       นายเขียวกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ค.) ปฏิเสธว่า กัมพูชาไม่ได้ร้องขอให้สหประชาชาติ เข้าแทรกแซงในกรณีพิพาทขณะนี้
       
       ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญนั้น กัมพูชาตระหนักดีว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบทางทหาร เสียเปรียบอำนาจการยิงอย่างมาก การใช้กำลังทหารที่ชายแดนในขณะนี้มีแต่จะสร้างความสูญเสียใหญ่หลวง
       
       ผลจากการปะทะอาจจะไม่เป็นผลดีใดๆ ต่อพรรคประชาชนกัมพูชาของรัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซนในการเลือกตั้งวันที่ 27 ก.ค.ศกนี้
       
       ผู้สังเกตการณ์ รวมทั้งสื่อในกัมพูชาเองเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาว่า หากการเจรจาหย่าศึกกับไทยในวันจันทร์นี้ล้มเหลว เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซน จะนำกรณีพิพาทกลับเข้าสู่การพิจารณาของศาลระหว่างประเทศกรุงเฮกอีกครั้งหนึ่ง
       
       เวลาผ่านไป 46 ปีนับตั้งแต่ศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา ขณะที่ไทยได้ยื่นประท้วงขอสงวนสิทธิ์ในการทวงคืนพื้นที่ชายแดนแถบนั้นซึ่งอยู่ในเขตสันปันน้ำของไทย แต่ตกเป็นของกัมพูชาในแผนที่ของฝรั่งเศสที่จัดทำขึ้นและเผยแพร่ในปี 1907 หรือ 101 ปีก่อนหน้านั้น
       
       การกลับไปสู่ศาลโลกอีกครั้งที่สองจะเปิดโอกาสให้สองฝ่ายได้โต้แย้งด้วยเหตุด้วยผลและด้วยสภาพที่เป็นจริงในปัจจุบัน และได้รับความยุติธรรม อย่างเท่าเทียมกัน
       
       นายเขียวกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า รัฐบาลกัมพูชาจะพิจารณา “ใช้มาตรการต่อไป” หลังจากได้ทราบผลการเจรจาในวันจันทร์นี้.

ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085551

ผู้เชี่ยวชาญเตือนพิพาทไทย-เขมรบานปลาย ខែ កក្កដា 21, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment


ภาพถ่ายวันที่ 19 ก.ค.2551 ทหารกัมพูชาแบกเครื่องยิงระเบิด RPG เดินผ่าน “ ทหารชุดดำ” ของไทย 2 คนกับทหารกัมพูชาอีกคนหนึ่งไปที่บริเวณวัดใกล้ปราสาทพระวิหาร ทหารสองฝ่ายติดอาวุธเพียบพร้อม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าสามารถเกิดการกระทบกระทั่งได้โดยง่ายหากไม่เข้มงวดด้านวินัยดีพอ (ภาพ: Reuters)

สิงคโปร์– ผู้เชี่ยวชาญกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ออกเตือนให้ระวังการเผชิญหน้าด้วยอาวุธระหว่างไทยกับกัมพูชาลุกลามบานปลายใหญ่โตได้ไม่ยาก หลังจากไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในภูมิภาคมาเป็นเวลาประมาณ 20 ปี
       
       ทหารของสองฝ่ายเผชิญหน้ากันมาเป็นเวลาเกือบ 1 สัปดาห์ที่วัดแห่งหนึ่งในเขตเขาบนทางขึ้นไปสู่ปราสาทพระวิหาร
       
       ” ผมเป็นห่วงเรื่องคอมมานด์กับคอนโทรล (การบัญชาการกับการควบคุม) ของทั้งสองฝ่าย” ศาสตราจารย์คาร์ล เทเยอร์ (Carl Thayer) ผู้เชี่ยวชาญกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนหนึ่งที่ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการกลาโหม มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวเมื่อวันอาทิตย์
       
       ทหารกัมพูชาถูกสั่งห้ามดื่มเหล้าทุกชนิดเพื่อหลีกเลี่ยงการยิงปืนทุกอย่าง
       
       ” ทันทีที่คุณมีกำลังทหารเช่นนั้น.. คุณจะต้องมีวินัยอย่างเข้มงวดจริงๆ” ศ.เทเยอร์กล่าว พร้อมแสดงความเป็นห่วงต่อการคิดคำนวณที่ผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
       
       นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงคนนี้กล่าวว่า เป็นการยากที่จะนึกถึงเหตุการณ์ที่กำลังทหารสองฝ่ายเผชิญหน้ากันตามชายแดนคล้ายกันนี้ในภูมิภาคว่าเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อไร อาจจะเป็นช่วงทศวรรษที่ 1980 เมื่อไทยกับลาวต้องสู้รบกันเรื่องพรมแดน
       
       ศ.เทเยอร์กล่าวว่าอาเซียนไม่ยุ่งกิจการภายในและกรณีพิพาททวิภาคีของประเทศสมาชิก แต่ก็อาจจะมีการเจรจาข้างเคียงเพื่อกดดันให้สองฝ่ายหาทางแก้ไขข้อขัดแย้ง
       
       ” ไม่มีฝ่ายใดต้องการให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รบกวนภูมิภาค.. ผมคิดว่ากำลังจะมีแรงกดดันจากรอบทิศให้ทั้งสองฝ่ายต้องพบกันตัวต่อตัวหาทางแก้ปัญหา” ผู้เชี่ยวชาญคนเดียวกันกล่าว.

ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085350

รัฐมนตรีไทย-เขมรรับปากอาเซียนใช้สันติวิธี ខែ កក្កដា 21, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment

สิงคโปร์– ไทยกับกัมพูชาได้ตกลงจะใช้ “ ความพยายามอย่างที่สุด” เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาการเผชิญหน้าที่วัดแห่งหนึ่งในเขตพระวิหาร นายจอร์จ เยียว รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าวในคืนวันอาทิตย์นี้
       
       ” ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันว่าจะปฏิบัติตามพันธะสัญญาที่ให้ไว้ต่ออาเซียนและต่อประชาคมระหว่างประเทศ ที่จะพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อหาทางแก้ปัญหาโดยสันติวิธี” นายเยียวกล่าวในขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนจะเปิดประชุมอย่างเป็นทางการในวันจันทร์นี้
       
       ” เราได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด และแก้ไขกรณีนี้อย่างเป็นมิตรภายใต้จิตใจความสมานฉันท์แห่งอาเซียนและการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี” นายเยียวกล่าวในคำแถลงชิ้นหนึ่งที่ออกเผยแพร่เวลาประมาณ 21 น.ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี
       
       นายเยียวกล่าวว่า รัฐมนตรีของอาเซียนหารือเรื่องนี้ในช่วงเวลาอาหารมื้อค่ำที่เจ้าภาพจัดเลี้ยงอย่างไม่เป็นทางการในตอนค่ำวันเดียวกัน ซึ่งทุกฝ่ายต่างสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาหาทางออกอย่างสันติ
       
       ” เราขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดทนและอดกลั้นและแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี” นายแอนดริว ตัน (Andrew Tan) เจ้าหน้าที่อาเซียนซึ่งทำหน้าที่เป็นโฆษกของบรรดารัฐมนตรีอาเซียนกล่าว
       
       ” ผมคิดว่านั่นเป็นทางที่จะต้องปฏิบัติเพราะว่าเป็นวิถีทางที่ทำให้อาเซียนอยู่ตลอดรอดฝั่งมาคือ มิให้กรณีพิพาททวิภาคีส่งผลกระทบต่อสมานฉันท์ของกลุ่ม” นายตันกล่าว
       
       นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการกลุ่มอาเซียนกล่าวว่า จะมีการหยิกยกเรื่องนี้ขึ้นหารือหลังจากรัฐมนตรีร่วมรับประทานอาหารมื้อเย็นอย่างไม่เป็นทางการในค่ำวันอาทิตย์ การประชุมอย่างเป็นทางการจะเริ่มในเช้าวันจันทร์
       
       สิงคโปร์เป็นประเทศประธานคณะกรรมการประจำกลุ่มอาเซียน ซึ่งกำลังจะส่งมอบภาระหน้าที่ให้แก่ไทยในเดือนนี้ ตามกฎบัตรของกลุ่มที่ประเทศสมาชิกจะหมุนเวียนกันทำหน้าที่คราวละ 1 ปี
       
       รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียนายฮัสซันวิรายุดา (Hasan Virajuda) ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชา “ ใช้ความอดกลั้นอย่างที่สุด”
       
       การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศครั้งนี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีศึกษาธิการจะเป็นตัวแทนจากไทย และ กัมพูชาได้ส่งนายกาวกิมฮูน (Kao Kim Hourn) ซึ่งเป็นระดับ “ ผู้ช่วยรัฐมนตรี” (Secretary of State) ไปร่วมการประชุม.

ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085348

ผบ.ทหารเขมรเชื่อเจรจากับไทยไร้ทางออก ខែ កក្កដា 21, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment


ภาพถ่ายวันที่ 19 ก.ค. 2551 พ.อ.สม บุปผารัตน์ (Sam Bopharath) นายทหารกัมพูชากำลังสนทนากับ พ.อ.อภิชาติ พลพวก ผบ.กองกำลังทหารชุดดำของไทย (ซ้าย) ที่บริเวณวัด ยังไม่มีใครทราบว่าผลการเจรจาวันจันทร์นี้จะออกมอย่างไรใด (ภาพ: AFP)

พระวิหาร (เอเอฟพี)– ผู้บัญชาการนายทหารฝ่ายกัมพูชาในเขตพระวิหารกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ค.) ว่า การเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาที่จะมีขึ้นในวันจันทร์นี้อาจจะไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาการเผชิญหน้าทางทหารในขณะนี้ได้ ขณะที่ทหารกว่า 500 นาย และฝ่ายกัมพูชากว่า 1,000 นายยังคงตั้งอยู่ในเขตเขาใกล้ปราสาทพระวิหาร
       
       ” เรามีความหวังเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการเจรจา” พลจัตวาเจียแก้ว (Chea Keo) ผู้บัญชาการทหารในพื้นที่กล่าว ในขณะที่การเผชิญหน้าระหว่างกองกำลังของสองฝ่ายกำลังก้าวเข้าสู่วันที่หก
       
       ” เรามีความหวังเพียงเล็กน้อยก็เนื่องจากข่าวที่ว่ารัฐบาลไทยได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของเราระบุว่า ดินแดนที่ทหารไทยตั้งอยู่นั้นเป็นของพวกเขา” นายพลแก้วกล่าว
       
       ” เราได้เตรียมพร้อมสูงสุด” ผู้บัญชาการของฝ่ายกัมพูชากล่าว
       
       อย่างไรก็ตามนายทหารผู้นี้ให้สัมภาษณ์ก่อนที่จะมีการเผยแพร่เนื้อความในสาสน์ของสมเด็จฯ ฮุนเซฯ ที่ส่งถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไทย ที่ทางการส่งไปยังสื่อต่างๆ ในกรุงพนมเปญตอนค่ำวันอาทิตย์


ภาพถ่ายวันศุกร์ 18 ก.ค.2551 พล.จ.สเรย์ แด๊ก (Srey Dek) ผบ.ทหารกัมพูชา กำลังสนทนาอย่างออกรสกับ พ.อ.ไชยันต์ หวยสูงเนิน นายทหารของไทยในบริเวณวัด ที่ทหารของทั้งสองฝ่ายประจำอยู่จำนวนหลายร้อยนาย ยังไม่มีใครทราบทางแก้ปัญหาการหยุดนิ่งทางทหารขณะนี้ (ภาพ: AFP)


ภาพถ่ายวันที่ 19 ก.ค.2551 ทหารไทยประจำอยู่บนเขาพระวิหารใกล้เขตวัดแห่งหนึ่งซึ่งทหารไทยกับกัมพูชาหลายร้อยนายกำลังเผชิญหน้ากัน (ภาพ: AFP)


“ ทหารชุดดำ” ของไทยที่ฝ่ายเขมรเรียกขานก็ประจำการอยู่ใกล้ๆ ภาพถ่ายวันที่ 18 ก.ค.2551 (ภาพ: AFP)

การเผชิญหน้าทางทหารเริ่มขึ้นหลังจากฝ่ายกัมพูชาจับกุมผู้ประท้วงชาวไทย 3 คนที่กัมพูชากล่าวว่าจับในฐาน “ เข้าเมืองโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง” ซึ่งอยู่ในพื้นที่พิพาท
       
       ไทยและกัมพูชาได้เสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่ทุกวัน ทหารของทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันในระยะประชิดที่วัดแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาไม่ไกลจากปราสาทพระวิการ ฝ่ายไทยกล่าวว่าวัดดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตอุทยาแห่งชาติเขาพระวิหาร แต่ฝ่ายกัมพูชากล่าวว่าอยู่ในดินแดนกัมพูชา
       
       เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2505 ศาลระหว่างประเทศในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ตัดสินยกปราสาทพระวิหารให้แก่กัมพูชาพร้อมอาณาบริเวณโดยรอบทั้งหมด แต่ในเดือนต่อมารัฐบาลไทยได้ประท้วงคำตัดสินของศาลโลก และ ยืนยันสิทธิที่จะทวงคืนดินแดนทั้งหมด ซึ่งอยู่ในเขตสันปันน้ำของไทยตรมกฎหมายระหว่างประเทศ
       
       ประเทศไทยได้จัดทำแผนที่ใหม่โดยยึดแนวสันปันน้ำเป็นเส้นพรมแดน ในนั้นมีพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่ไทยกล่าวอ้างอธิปไตยและฝ่ายกัมพูชายอมรับว่าเป็น “ พื้นที่ทับซ้อน” หรือเป็น “ ดินแดนพิพาท” มาตลอด.

ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085346

“ ฮุนเซน” ตอบสาสน์ “ สมัคร” เออออห่อหมก ខែ កក្កដា 21, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment


ภาพถ่ายวันที่ 17 ธ.ค.2550 สมเด็จฯ ฮุนเซน บอกกับนายนิตย์ พิบูลสงคราม รมว.ต่างประเทศไทยที่ไปเยือนว่าควรจะเริ่มการปักปันเขตแดนทันทีในจุดที่สามารถทำได้ โดยไม่ต้องรอให้การเจรจาแล้วเสร็จตลอดแนวเสียก่อน ผู้นำกัมพูชาส่งสาสน์ถึงนายสมัคร สุนทรเวช นรม.ไทยเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ค.) เสนอให้จัดการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดนอีกวงหนึ่ง

ผู้จัดการออนไลน์– สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน ส่งสาสน์ถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไทยอีกฉบับหนึ่งระบุว่า เห็นด้วยกับฝ่ายไทยที่สองประเทศควรจะพยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกันมิให้สถานการณ์ชายแดนเลวร้ายลง เพื่อธำรงสัมพันธ์ที่มีมายาวนานและความร่วมมืออันดีระหว่างประชาชนสองประเทศ
       
       สมเด็จฯ ฮุนเซนระบุดังกล่าวในสาสน์ฉบับที่ 2 ที่มีการเผยแพร่ไปยังสื่อต่างๆ ในกรุงพนมเปญในตอนค่ำวันอาทิตย์ (20 ก.ค.) ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าวซินหัว
       
       ” เราจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อหามาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขความตึงเครียดในขณะนี้” สมเด็จฯ ฮุนเซนกล่าว
       
       นายกรัฐมนตรีกัมพูชาส่งสาสน์ถึงนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ก.ค. เรียกร้องให้ไทยถอนทหารนับร้อยๆ คนที่ตั้งมั่นอยู่ใกล้กับปราสาทพระวิหาร ซึ่งทำให้เกิดการเผชิญหน้าตึงเครียดกับทหารกัมพูชาอีกหลายร้อยคน
       
       นายสมัครได้ส่งสาสน์ตอบนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในวันที่ 19 ก.ค. สองฝ่ายได้เห็นพ้องที่จะให้มีการประชุมเจรจาเจ้าหน้าที่ระดับสูงในวันจันทร์นี้ เพื่อหาทางแก้ปัญหาการหยุดนิ่งทางการทหาร เกี่ยวกับเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวอ้างอธิปไตย


ภาพถ่ายวันที่ 20 ก.ค.2551 ทหารไทยคนหนึ่งที่ชายแดนเขาพระวิหารเบื้องหลังยังมองเห็นทหารไทยกับทหารกัมพูชายืนเกาะกลุ่มกัน ทั้งสองฝ่ายต่างรอฟังผลการเจรจาที่ จ.สระแก้ววันจันทร์นี้ (ภาพ: AFP)

“ ภายใต้เนื้อหานี้ ข้าพเจ้าได้สั่งการให้ (พล.อ.) เตียบัญ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กลาโหม นำคณะคณะกัมพูชาไปร่วมการประชุมนัดพิเศษคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย ในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค.2551 ที่ จังหวัดสระแก้ว เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขที่เหมาะสม สำหรับปัญหาปัจจุบัน” สมเด็จฯ ฮุนเซนกล่าว
       
       ” ข้าพเจ้ายังได้สั่งการให้นายวารกิมฮอง ประธานคณะกรรมการร่วมชายแดนกัมพูชา-ไทย ปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายไทย เพื่อจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมฯ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเร่งการปักปันเขตแดนกัมพูชาไทยให้แล้วเสร็จทั้งหมด”
       
       ในสาสน์ ฉบับล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์นี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังได้กล่าวถึงการเป็นเจ้าของผืนดินและสิ่งปลูกสร้างภายในเขตแดนพิพาทระหว่างสองฝ่ายอีกด้วย ซินหัวกล่าว
       
       ความตึงเครียดทางทหารเกิดขึ้นเมื่อกัมพูชาจับผู้ประท้วงชาวไทย 3 คน ทำให้ทหารและเจ้าหน้าที่ไทยต้องติดตามไปเจรจาขอให้ฝ่ายกัมพูชาปล่อยตัว


ภาพถ่ายวันที่ 20 ก.ค.2551 ทหารกัมพูชารักษาการณ์ที่ทางเข้าโคปุระชั้นหนึ่ง ไม่ไกลจากเขตวัดที่ทหารสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากัน สมเด็จฯ ฮุนเซน นรม.กัมพูชากล่าวในวันอาทิตย์ว่าจะพยายามอย่างยิ่งหามาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างสันติ (ภาพ: Reuters)

ตามรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศแห่งต่างๆ ปัจจุบันมีทหารกัมพูชาอาวุธครบมือราว 1,200 คนกำลังเผชิญหน้ากับทหารไทยราว 500 คนที่วัดแห่งหนึ่ง ใกล้กับปราสาทพระวิหารและอาณาบริเวณรอบๆ
       
       ในเดือน ธ.ค.2550 ระหว่างการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศไทย นายนิตย์ พิบูลสงคราม สมเด็จฯ ฮุนเซนได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการปักปันเขตแดนในจุดที่เป็นไปได้ในทันทีโดยไม่ต้องรอการเจรจาทั้งหมด แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้.

ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085332

ชักเพี้ยน!! “สมรังสี” ยุชาวศรีสะเกษ-สุรินทร์ สู้ไทย ខែ កក្កដា 21, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment


ภาพถ่ายวันที่ 11 ก.ค.2551 นายสม รังสี หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดในกัมพูชากำลังปราศัยหาเสียงที่ จ.กันดาล (Kandal) เมื่อวันเสาร์พรรคนี้ได้ออกคำแถลงปลุกชาวไทยเชื้อสายเขมรใน จ.สุรินทร์และศรีสะเกษ ให้สู้กับรัฐบาลไทยปกป้องดินแดนพระวิหาร (ภาพ: Reuters)

ผู้จัดการออนไลน์ — พรรคสมรังสี พรรคฝ่ายค้านในกัมพูชา ได้ออกคำแถลงฉบับหนึ่งเมื่อวันเสาร์ (19 ก.ค.) เรียกร้องให้ชาวไทยเชื้อชาติขะแมร์ (Khmer) หรือเขมรที่อาศัยทำกินในประเทศไทย ลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลไทย เพื่อพิทักษ์ปกป้องปราสาทกับดินแดนเขาพระวิหาร ที่พรรคการเมืองนี้กล่าวว่าเป็นของกัมพูชาอย่างสมบูรณ์
       
       พรรคการเมืองนี้ ยังเตือนรัฐบาลไทยด้วยว่า ระวังปัญหาแบบจังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกลามไปยังจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกแห่ง
       
       คำแถลงดังกล่าวนับเป็นการแสดงท่าทีต่อปัญหาที่ชายแดนด้านพระวิหารเป็นครั้งแรก โดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดในประเทศ และยังระบุว่า สาเหตุใหญ่ของปัญหากับการเผชิญหน้าทางทหารขณะนี้ เกิดจากการที่รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนซน ไปร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมฉบับหนึ่งกับรัฐบาลไทย
       
       สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคสมรังสี ซึ่งมีทั้งหมด 10 คนเศษ ได้เข้าชื่อกันในท้ายคำแถลงฉบับดังกล่าว เรียกร้องไปยังชาวขะแมร์ที่อาศัยอยู่ใน “จังหวัดของกัมพูชาในอดีต เช่น สุรินทร์และ ศรีสะเกษ” ให้ร่วมกันต่อสู้เรียกร้อง และ “สั่งสอน” รัฐบาล นักการเมืองและกองทัพไทยให้เคารพต่ออธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของกัมพูชาในปัจจุบัน
       
       คำแถลงยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเคารพความจริงทางประวัติศาสตร์ และ “หยุดยั้งมิให้ปัญหาในจังหวัดภาคใต้ของไทยแผ่ลามไปยังจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”
       
       ปัจจุบันพรรคการเมืองต่างๆ ในกัมพูชา กำลังหาเสียงอย่างเผ็ดร้อน สำหรับการเลือกตั้งวันที่ 27 ก.ค.ศกนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ เชื่อว่า พรรคประชาชนกัมพูชาของสมเด็จฯ ฮุนเซน จะมีชัยอย่างท่วมท้น บริหารประเทศต่อไปอีก 5 ปี


ภาพถ่ายวันที่ 11 ก.ค.2551 ผู้สนับสนุนพรรคสมรังสีใน จ.กันดาล ไปให้กำลังใจขณะที่ผู้นำพรรคยกพลไปปราศัยหาเสียงเลือกตั้ง(ภาพ: Reuters)

คำแถลงของพรรคฝ่ายค้านที่ออกมาเมื่อวันเสาร์ได้เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วนฟ้องร้องต่อสหประชาชาติ โดยระบุว่า การรุกล้ำเขตแดนที่ตกเป็นของกัมพูชาตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี 1904 และ 1907 กับคำพิพากษาของศาลระหว่างประเทศวันที่ 15 มิ.ย.2505 ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
       
       พรรคสมรังสี ระบุว่า ฝ่ายแถลงการณ์ร่วมที่ลงนามกันในวันที่ 18 มิ.ย.2551 นั้น รัฐบาลไทยไม่ได้นำเข้าขออนุมัติจากรัฐสภา และศาลในประเทศไทย ได้ชี้ว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาก็ไม่ได้นำแถลงการณ์ร่วมฉบับดังกล่าวเข้าเสนอสู่การพิจารณาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเช่นเดียวกัน
       
       พรรคสมรังสี ยังเรียกร้องให้รัฐบาลให้ขวัญกำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติงานอยู่ชายแดน พิจารณาปรับเลื่อนยศชั้นแก่บรรดาทหาร โดยไม่มีระบบเส้นสาย หรือรับส่วยสินบน เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติการสู้รบอย่างกล้าหาญในการปกป้องเอกราชอธิปไตยของชาติ

ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085149

เขมรอ้อนมหามิตรเชิญแค่ 4 ชาติไปดูพระวิหาร ខែ កក្កដា 21, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment


ทูตทหารเวียดนามประจำกัมพูชา พ.อ.เหวียนแองยวุ๋ง (Nguyen Anh Dung) กับทูตทหารจีนประจำกัมพูชา พ.อ.หวังซิงผิง (Wang Xing Ping) กับ พ.ต.คริสโตเฟอร์ มิลส์ (Christopher Mills)ทูตทหารบกสหรัฐฯ ๆได้รับเชิญไปที่ประสาทพระวิหารเมื่อวันเสาร์ (19 ก.ค.) นี้ เพื่อดูสถานการณ์ที่ชายแดน หลังเกิดความตึงเครียดทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา สถานทูตฝรั่งเศสได้รับเชิญให้ร่วมเดินทางครั้งนี้ด้วย (ภาพ: AFP)

ผู้จัดการออนไลน์ — ทางการกัมพูชาเชิญเจ้าหน้าที่สถานทูต 4 ประเทศ ไปดูสถานการณ์ที่ปราสาทพระวิหาร เมื่อวันเสาร์ (19 ก.ค.) นี้ ซึ่งล้วนเป็นมิตรประเทศใกล้ชิดที่สุด มีผลประโยชน์มากที่สุดในกัมพูชา นอกจากนั้น 3 ประเทศยังเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อีก 1 ประเทศ เป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงฯ ในปีนี้
       
       เจ้าหน้าที่ทั้งหมดซึ่งเป็นทูตทหาร หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลาโหมจากสถานทูตสหรัฐฯ จีน ฝรั่งเศสและเวียดนาม เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์จากกรุงพนมเปญ ถึงปราสาทพระวิหารในตอนสาย และใช้เวลานานนับชั่วโมงในการเยี่ยมชมบริเวณปราสาท รวมทั้งเขตวัดที่ทหารไทยกับทหารกัมพูชาอยู่ที่นั่น
       
       เจ้าหน้าที่สถานทูตของทั้ง 4 ชาติ ได้รับฟังบรรยายสรุปจากเจ้าหน้าที่ทางการกัมพูชา รวมทั้งแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว โดยมิได้ยึดแนวสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนตามหลักสากล
       
       สหรัฐฯ จีน และ ฝรั่งเศส เป็นประเทศสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ขณะที่เวียดนามซึ่งเป็นสมาชิกประเภทหมุนเวียนของกำลังทำหน้าที่เป็นประเทศประธานของ UNSC ซึ่งเริ่มในเดือนนี้
       
       ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นในขณะที่เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำองค์การสหประชาชาติได้ร้องขอให้องค์การระหว่างประเทศแห่งนี้ เข้าแทรกแซงความขัดแย้งกับประเทศไทยเกี่ยวกับพรมแดนด้านเขาพระวิหาร


ทูตทหารบกสหรัฐฯ พ.ต.คริสโตเฟอร์ มิลส์ มองดูทหารไทยที่ประจำการใกล้บริเวณวัดที่ตั้งอยู่บนเนินไม่ไกลจากปราสาทพระวิหาร ทหารไทยราว 500 ประจำการอยู่ที่นั่นกับอาณาบริเวณโดยรอบ ประจัญหน้ากับทหารเขมรกว่า 1,000 คน แต่ไม่มีเหตุความรุนแรงใดๆ ใน 5 วันที่ผ่านมา(ภาพ: AFP)


ภาพถ่ายวันเสาร์ (19 ก.ค.) ทหารพรานของไทยยังคงเสริมกำลังเข้าไปในเขตชายแดนติดกับกัมพูชาขณะที่การประจัญหน้ากับทหารกัมพูชากว่า 1,000 คนดำเนินมาเป็นวันที่ห้า (ภาพ: AFP)


ภาพนี้ถ่ายวันที่ 18 ก.ค.เช่นเดียวกัน ทหารชุดดำของไทยหมวดนี้สะพาย AK47 (อาร์ก้า) ชนิดเดียวกับที่ทหารกัมพูชาใช้ เพียงแต่ว่าดูสภาพใหม่กว่า ทั้งหมดกำลังมุ่งหน้าไปที่วัดเพียง 1 วันก่อนทูตทหารจาก 4 ประเทศจะไปที่นั่น (ภาพ: Reuters)

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ มีขึ้นในขณะที่สื่อในกัมพูชา รายงานว่า ทหารกัมพูชาราว 1,200 คน กำลังเผชิญหน้ากับทหารไทยราว 500 คน ที่มีอาวุธหนักสนับสนุน
       
       ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานตรงกันว่า วันนี้เป็นแรกที่ได้เห็นฝ่ายไทยติดตั้งปืนกลหนักในบริเวณใกล้ๆ กับเขตแดนพิพาท ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ในวันเสาร์นี้รถบรรทุกได้นำทหารเสริมกำลังทหารไทยเข้าไปในอาณาบริเวณดังกล่าวอีกจำนวนหนึ่ง และยังเห็นรถอีกคันหนึ่งลากปืนใหญ่ไปด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการทหารของทั้งสองฝ่าย ได้พยายามอย่างอดทนที่จะไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าด้วยอาวุธ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงกัมพูชาและไทย นัดพบหารือกันในวันจันทร์ นี้ที่ จ.สระแก้ว เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาพิพาทเขตแดนโดยสันติวิธี
       
       ตามรายงานของเอฟเอพี ทหารกัมพูชาที่ประจำในเขตเขาพระวิหารถูกสั่งห้ามมิให้ดื่มสุราทุกชนิด เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกับฝ่ายไทย
       
       ทั้ง 4 ประเทศที่ได้รับเชิญไปตรวจสถานการณ์ในพื้นที่จริงเมื่อวันเสาร์นี้ ล้วนมีผลประโยชน์ในกัมพูชา


ภาพถ่ายวันศุกร์ 18 ก.ค.2551 “ ทหารชุดดำ” ของไทยยังคงเสริมกำลังขึ้นไปที่วัด ทหารเขมรมองดูอยู่ใกล้ๆ

ในช่วงปีสองปีมานี้ ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-กัมพูชา ได้รับการพัฒนารวดเร็วมาก สหรัฐฯ ได้งดการแซงชันทางทหาร และเริ่มให้ความช่วยเหลือด้านการป้องกันประเทศแก่กัมพูชาเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2540 เมื่อ นายฮุนเซน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ขณะนั้น ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลกรมพระนโรดมรณฤทธิ์
       
       เรือรบจากกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐฯ ได้ไปแวะจอดที่เมืองสีหนุวิลล์ ในอ่าวไทยของกัมพูชาถึง 2 ครั้ง ต้นปีและปลายปีที่แล้ว กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ ยังคงเข้าไปทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในกัมพูชาเป็นระยะๆ
       
       บริษัท เชฟรอนคอร์ป (Chevron Corp) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อันดับ 3 จากสหรัฐฯ กำลังสำรวจขุดเจาะก๊าซและน้ำมันในแปลงสัมปทานอ่าวไทยของกัมพูชา เดือน ก.พ.2548 เชฟรอนได้ประกาศการค้นพบน้ำมันดิบในบ่อเจาะทดสอบ 4 บ่อ จากทั้งหมด 6 บ่อ และกำลังเจาะทดสอบเพิ่มเติม
       
       ปัจจุบันมีบริษัทน้ำมันจำนวน 13 บริษัท กำลังสำรวจหาน้ำมันดิบและก๊าซทั้งในแหล่งทางทะเลและแหล่งบนบกในกัมพูชา


แต่ภาพนี้ถ่ายวันที่ 17 ก.ค.2551 ทหารชุดดำของไทยติดอาวุธเพียบกำลังเดินลงเขาพระวิหาร เดินสวนกับทหารกัมพูชาคนหนึ่ง ที่ทหารไทยสะพายข้างหลังเป็นระเบิดแบบ “ เบ-40″ (B40) ที่ใช้ยิงจากท่อยิง หรือ ที่เรียกว่า RPG (Rocket-Propelled Granade)แบบเดียวกับที่ทหารกัมพูชาใช้ (ภาพ: Reuters)

เมื่อเดือนที่แล้ว สื่อในกัมพูชารายงานว่า บริษัท น้ำมันโตตาลออยล์ (TOTAL Oil) หรือ “โททัลออยล์” ของฝรั่งเศส กับ CNOOC (China National Offshore Oil Corporation) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่อันดับ 3 ของรัฐบาลจีนกำลังจะเซ็นสัญญาสำรวจขุดเจาะในประเทศนี้เป็นครั้งแรก
       
       กลุ่มบริษัท Societe Concessionaire de l’Aeroport จากฝรั่งเศส เป็นผู้ได้รับสัมปทานการบริหารจัดการท่าอากาศยานนานาชาติทุกแห่งในกัมพูชาเป็นเวลา 30 ปี
       
       ฝรั่งเศสซึ่งเคยปกครองดินแดนกัมพูชาในยุคอาณานิคมกำลังเข้าไปมีผลประโยชน์ในประเทศนี้มากขึ้นทุกที เช่นเดียวกันกับจีนและสหรัฐฯ
       
       นอกจากกำลังจะเข้าลงทุนสำรวจน้ำมันและก๊าซแล้ว จีนกำลังสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ จำนวน 2 แห่งในเขต จ.เกาะกง ของกัมพูชา นักลงทุนจีนกำลังก่อสร้างเขตอุตสาหกรรมขึ้นทั้งใน จ.เกาะกง สีหนุวิลล์ และกรุงพนมเปญ คิดเป็นมูลค่าโครงการหลายพันล้านดอลลาร์
       
       เมื่อปีที่แล้วจีนได้มอบเรือลาดตระเวนชายฝั่งให้แก่กัมพูชาอีกจำนวนหนึ่ง ตามพันธสัญญาที่จะช่วยจัดหาเรือประเภทนี้จำนวน 19 ลำ ให้แก่กองทัพเรือกัมพูชา เพื่อดูแลความมั่นคงปลอดภัยน่านน้ำอ่าวไทย


ทหารไทยบนรถบรรทุกที่ลากปืนใหญ่ 105 มม.เข้าสู่อาณาบริเวณดินแดนพระวิหาร รอยเตอร์บอกว่าเป็นวันแรกที่เห็นฝ่ายไทยเสริมอาวุธหนักเข้าไป (ภาพ: REUTERS)

สำหรับเวียดนามปลายปี 2521 ได้ส่งทหารนับแสนคนข้ามพรมแดนเข้าขับไล่รัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย (เขมรแดง) และยึดกรุงพนมเปญได้สำเร็จในเดือน ม.ค.2522 จากนั้นได้จัดตั้งรัฐบาลเฮงสัมริน-เจียซิม-ฮุนเซน ขึ้นมา ผู้นำเหล่านี้ยังคงกุมอำนาจสูงสุดในกัมพูชาตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา
       
       ปัจจุบันเวียดนามมีผลประโยชน์ในกัมพูชามหาศาล ทั้งด้านพลังงานและการปลูกพืชเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนยางพาราที่เวียดนามได้สัมปทานที่ดินในประเทศนี้นับล้านๆ ไร่
       
       บริษัทปิโตรเวียดนาม ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทน้ำมันของรัฐบาล ก็กำลังแสวงหาโอกาสที่จะเข้าสำรวจขุดเจาะในแปลงสัมปทานของกัมพูชาเช่นเดียวกัน
       
       เวียดนามเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีอุตสาหกรรมต่อเรือก้าวหน้า เมื่อปี 2549 ได้มอบเรือลาดตระเวนน่านน้ำแก่กัมพูชาจำนวน 2 ลำ

ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085005

ทหารไทย-เขมรหวิดซัดกันบนเขาพระวิหาร ខែ កក្កដា 21, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.
add a comment


พล.จ.สเรย์ แด็ก (Srey Dek) ผู้บัญชาการทหารเขมร (ซ้าย) พูดคุยกับ พ.อ.ชัย ห้วยสูงเนิน ผบ.กองกำลังของฝ่ายไทย เมื่อวันศุกร์ (18 ก.ค.) นี้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฝ่ายไทยกล่าวว่าทหารขึ้นไปที่นั่นเพื่อป้องกันมิให้ผู้ประท้วงบุกขึ้นไป (ภาพ: AFP)
ผู้จัดการออนไลน์– ทหารไทยกับทหารกัมพูชาเล็งปืนเข้าหากันในคืนวันพฤหัสบดี (17 ก.ค.) แต่ความตึงเครียดได้ลดลง หลังจากระดับผู้บังคับบัญชาพบหารือกันที่วัดแห่งหนึ่ง ตรงลาดเนินใกล้กับปราสาทพระวิหารซึ่งทหารไทยกับทหารกัมพูชาอยู่ที่นั่นมาเป็นวันที่สี่
       
       ฝ่ายกัมพูชากล่าวว่าไทยได้เสริมทหารเข้าไปที่วัดอีกราว 100 คน เมื่อวันศุกร์ (18 ก.ค.) ทำให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นราว 500 คน เผชิญกับฝ่ายกัมพูชาที่มีราว 800 คน
       
       ศาสตราจารย์ฮังโซ้ต (Hang Soth) ประธานองค์การแห่งชาติพระวิหารกล่าวว่า ทหารไทยอีก 109 นาย เข้าไปที่วัดอีกเมื่อวันศุกร์นี้ โดยเข้าประจำที่จุดใกล้ๆ กับทหารกัมพูชา
       
       พ.อ.ชัย ห้วยสูงเนิน ผู้บัญชาการของฝ่ายไทยกล่าวว่า ทหารไทยไปที่นั่นเพื่อช่วยป้องกันมิให้ผู้ประท้วงจากฝั่งไทยขึ้นไปยังปราสาทพระวิหาร หลังจากมีผู้ประท้วงราว 4,000 คนได้พยายามขึ้นไปที่นั่นเมื่อวันพฤหัสบดี
       
       ” เราทุกคนต่างรักสันติ เราอยู่ที่นี่ เราไม่ได้ต้องการอะไรทั้งสิ้น เรามาเพื่อช่วยป้องกันในกรณีที่ผู้ประท้วงมาที่นี่” สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างคำกล่าวนายทหารของไทย
       
       ” เรามาเพื่อช่วยทหารกับประชาชนกัมพูชา ผมไม่คิดว่าพวกเราจะอยู่ที่นี่นาน”
       
       ความตึงเครียดพุ่งขึ้นสูงเมื่อวันพฤหัสบดี ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่าทหารของสองฝ่ายได้เล็งปืนเข้าใส่กันในช่วงเวลาประมาณ 10 นาที เมื่อทหารกัมพูชาราว 50 คนเข้าไปในเขตวัด เพื่อคุ้มกันอาหารที่นำไปถวายพระ


ทหารไทยขึ้นไปที่วัดแห่งนั้นอีกโดยไม่เกรงกลัวอะไรเมื่อวันพฤหัสบดี ทหารเขมรยืนเฝ้าทางขึ้นได้แต่มอง แต่ตอนกลางคืนหวิดซัดกัน (ภาพ: AFP)


ฝ่ายกัมพูชาเสริมกำลังทหารไปที่วัดอีกเมื่อวันศุกร์นี้ จำนวนเพื่มขึ้นเป็นราว 800 นาย ขณะที่ทหารไทยที่นั่นมีประมาณ 500 (ภาพ: AFP)


ภาพถ่ายวันศุกร์ 18 ก.ค.2551 “ ทหารชุดดำ” ของไทยที่วัดใกล้กับปราสาทพระวิหาร คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาทหารกัมพูชาตกลงจะไปนอนนอกบริเวณวัด เพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้ากับทหารไทย


เช้าวันศุกร์นี้ทหารกัมพูชารับประทานมื้อเช้าร่วมกับทหารชุดดำของไทย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา (ภาพ: AFP)

“ ทหารของเรากับทหารไทยได้เล็งปืนเข้าใส่กัน ทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมพร้อม” พล.จ.เจีย แก้ว (Chea Keo) ผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายกัมพูชาที่เขาพระวิหารกล่าวกับเอเอฟพี
       
       ” หลังจากผู้บัญชาการของเรากับของไทยพูดคุยกันประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็แก้ปัญหาของเรไาด้หลังจากได้คุยกับผู้บัญชาการฝ่ายไทย”
       
       นายพลผู้นี้กล่าวว่า ทหารกัมพูชาได้ยอมนอนนอกบริเวณวัดในยามกลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฝ่ายไทย
       
       เมื่อวันพฤหัสบดีสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ส่งสารถึงนายกรัฐมนตรีของไทยชี้ว่า ความขัดแย้งได้ลุกลามและคุกคามสัมพันธ์ของสองประเทศ
       
       โฆษกของฝ่ายกัมพูชานายฟาย สีฟาน (Phay Siphan) บอกกับผู้สื่อข่าวบนเขาพระวิหารว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน ไม่ต้องการเห็นเลือดไทยทหารหรือเลือดทหารเขมร นองที่นั่น
       
       เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสองประเทศกหำลังจะพบหารือกับในวันจันทร์นี้ เพื่อหาทางเลี่ยงการเผชิญหน้า.

ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084857

សាស្ត្រាចារ្យ​ប្រវត្តិសាស្ត្រ​អធិប្បាយ​អំពី​ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ (ភាគ​២) ខែ កក្កដា 21, 2008

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ប្រវត្តិសាស្ត្រ.
add a comment
2008-07-18

ឯកសារ​ប្រវត្តិសាស្រ្ត​ខ្មែរ​ជា​ច្រើន បាន​ឲ្យ​ដឹង​ថា ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ​បាន​ស្ថាបនា​ឡើង​ដោយ​ព្រះមហាក្សត្រ​ខ្មែរ តាំង​ពី​១​ពាន់​ឆ្នាំ​មុន​មក​ម្ល៉េះ គឺ​កសាង​ឡើង​នៅ​ក្នុង​ដែនដី​ខ្មែរ ។

 
RFA Photo/Keo Nimol
ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ​នៅ​លើ​កំពូល​ភ្នំ​ដងរែក នៃ​ខេត្ត​ព្រះវិហារ ព្រះរាជាណាចក្រ​កម្ពុជា។

បើតាម​សៀវភៅ​ប្រវត្តិសាស្រ្ត​ខ្មែរ​មួយ​ចំនួន ដែល​ក្នុង​នោះ​មាន​សរសេរ​ដោយ​លោក អាល់បែរ ឡឺបោននឺ និង​លោក ក្លូដ ហ្សាក់ បាន​ឲ្យ​ដឹង​ថា ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ​ត្រូវ​បាន​ស្ថាបនា​ឡើង​ពី​ថ្ម ចាប់​តាំង​ពី​រជ្ជកាល​ព្រះបាទ សុរិយវរ្ម័ន​ទី​១ នៅពាក់​កណ្តាល​ទីមួយ​នៃ​សតវត្សរ៍​ទី​១១ ។

ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ ត្រូវ​បាន​ស្ថាបនា​ឡើង ក្នុងគ្រា​ដែល​ស្រុក​ខ្មែរ​មាន​ផ្ទៃដី​ធំ​ធេង​លាត​សន្ធឹង​រហូត​ដល់​ប្រទេស​ភូមា ខាងជើង​ទៅ​ដល់​ទីក្រុង​វៀងច័ន្ទ ប្រទេស​លាវ ។ ចំណែក​ប្រទេស​ថៃ​សព្វថ្ងៃ គឺ​ពុំទាន់​មាន​ទេ ដី​ស្រុក​ថៃ​សព្វថ្ងៃ គឺ​ជា​ដែនដី​ខ្មែរ​នា​កាលណោះ ។ ហេតុនេះ​ហើយ ទើប​ព្រះមហាក្សត្រ​ខ្មែរ​សង់​ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ​បែរ​ទៅ​ទិស​ខាង​ជើង​ដែល​មាន​ដី​ទំនាប ងាយ​ធ្វើ​ជណ្តើរ​ឡើង ប្រសើរ​ជាង​ទិស​ខាង​ត្បូង ដែល​មាន​ជញ្ជាំង​ភ្នំ​ចោទ​ខ្ពស់​ពេក ។

លោក​សាស្រ្តាចារ្យ ឃិន សុខ បង្រៀន​ប្រវត្តិសាស្រ្ត​ខ្មែរ ថៃ លាវ និង​ភូមា មាន​ប្រសាសន៍​ថា បើគិត​ចាប់​ពី​ដី​ទំនាប ពី​ផ្លូវ​ឡើង​ទៅ​ដល់​ប្រាសាទ​ដែល​នៅលើ​កំពូល​ភ្នំ​ខ្ពស់​ជាង​គេ​នោះ គឺ​គេ​ត្រូវ​ដើរ​ឡើង​តាម​ជណ្តើរ​ជា​ច្រើន​កាំ ដែល​មាន​ចម្ងាយ​ទាំង​អស់ ៨០៤​ម៉ែត្រ ។

មុន​នឹង​ឡើង​ពី​ដី​ទំនាប ទៅ​ដល់​ប្រាង្គ​ប្រាសាទ​លើ​កំពូលភ្នំ គេ​ត្រូវ​ឆ្លង​កាត់​ខ្លោង​ទ្វារ ៥ ។ ឡើង​ពី​កាំ​ទី​មួយ ដើម្បី​ទៅ​ដល់​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​មួយ គេ​ត្រូវ​ឆ្លង​កាត់​ជណ្តើរ ១៥៩​កាំ ដែល​មាន​ចម្ងាយ ៧៩​ម៉ែត្រ ។ បន្តទៀត គេ​ត្រូវ​ដើរ​ពី​ខ្លោង​ទ្វារ​ទីមួយ តាម​ជណ្តើរ​ដែល​មាន​ចម្ងាយ ២៥៥​ម៉ែត្រ ទើប​គេ​ទៅ​ដល់​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​២ ។

នៅលើ​ជាប់​នឹង​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​២ គេ​មាន​ធ្វើ​ហោជាង ដែល​មាន​គូរ​រូប​កូរ​សមុទ្រ​ទឹក​ដោះ ។ ហើយ​នៅ​ខាង​ឆ្វេង​ដៃ​មាន​ស្រះ​មួយ ដែល​មាន​ទទឹង ១៨​ម៉ែត្រ​និង​បណ្តោយ ៣៦​ម៉ែត្រ ។ ស្រះ​នេះ​មាន​សារសំខាន់​ណាស់ ព្រោះ​ថា កាល​ពី​ពេល​ដែល​ព្រះមហាក្សត្រ​ថៃ សព្វថ្ងៃ​គឺ ព្រះបាទ ភូមិផុន អាឌុល យ៉ាដេត ឡើង​គ្រងរាជ្យ​នៅថ្ងៃ​ទី​៩ ខែ​មិថុនា ឆ្នាំ​១៩៤៦ ថៃ​បាន​មក​យក​ទឹក​ពី​ស្រះ​នេះ​ទៅ ដើម្បី​បំពេញ​ពិធី​អភិសេក​ព្រះមហាក្សត្រ​ថៃ នៅឯ​ទីក្រុង​បាងកក ប្រទេស​ថៃ ។

លោក​សាស្រ្តាចារ្យ ឃិន សុខ មាន​ប្រសាសន៍​បន្ត​អំពី​ទីតាំង​ភូមិសាស្រ្ត​នៃ​សំណង់​ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ ដោយ​រាប់​ចាប់​ពី​ខ្លោង​ទ្វារ​ទីពីរ​ឡើង​ទៅ ៖ «ឥឡូវ​នេះ ចូល​មក​ដល់​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​២ ហើយ​ឡើង​មក​ទៀត ហើយ​ចម្ងាយ ១៥០​ម៉ែត្រ មាន​បោះគោល​តាម​ផ្លូវ​ហ្នឹង​រហូត ។ នៅ​ខាង​ឆ្វេង​ដៃ​ដដែល​ហ្នឹង មាន​តួប្រាសាទ​តូច​ៗ ឡើង​មក​ទៀត​អ៊ីចឹង​មក ១៥០​ម៉ែត្រ​ហ្នឹង បាន​មក​ដល់​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​៣​ៗ ហ្នឹង​មាន​សិលាចារឹក ដែល​និយាយ​អំពី​ការកសាង​ប្រាសាទ គឺ​នៅក្នុង​ជំនាន់​រជ្ជកាល​ព្រះបាទ សុរិយវរ្ម័ន​ទី​១  ប្រហែល​ជា​ទីកន្លែង​អ្នក​ចូល​ទៅ​បួស គេ​ឲ្យ​តាំង​សីល គេ​ឲ្យ​រៀន​ធម៌ នៅ​ហ្នឹង​ចូល​ផុត​ពី​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​បី​មក​នេះ ។ នៅ​ចន្លោះ​ពី​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​បី​និង​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​បួន មាន​ផ្លូវ​ដើរ ប្រហែល ៤០​ម៉ែត្រ ។ ផ្លូវ​ដើរ ៤០​ម៉ែត្រ​នេះ​ឯង ដែល​មាន​ធ្វើជា​ខ្លួន​នាគ ដូច​ជា​បង្កាន់ដៃ ហើយ​និង​បោះគោល​តាម​ផ្លូវ​នេះ​ឯង ។ យើង​ដើរ​តាម​ផ្លូវ​នាគ​ហ្នឹង​មក បាន​មក​ដល់​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​៤ ។  មក​ដល់​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​៤ ប្រាសាទ​ហ្នឹង​បែរ​មុខ​ទៅ​ទិស​ខាង​ជើង ។ នៅ​ទិស​ខាង​លិច​ឬ​ក៏​នៅ​ស្តាំដៃ​ហ្នឹង មាន​អគារ​មួយ នៅខាង​ឆ្វេង​ដៃ​អត់​មាន​ទេ ។អគារ​នេះ​ឯង​ប្រហែល​គេ​ទុក​ឲ្យ​សម្រាប់​ឥសី​ធំ​ៗ​សំណាក់​ឬ​ក៏​តាំង​សីល​នៅត្រង់​កន្លែង​ហ្នឹង»

លោក​សាស្រ្តាចារ្យ ឃិន សុខ បញ្ជាក់​ថា ចម្ងាយ​ពី​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​៤ ទៅ​ដល់​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​៥​នោះ មាន​ប្រមាណ​ពី​៤០ ទៅ​៥០​ម៉ែត្រ ។ គេ​ត្រូវ​ដើរ​ឆ្លង​ខ្លោង​ទ្វារ​ទី​៥​នេះ ទើប​ទៅ​ដល់​ប្រាង្គ​ប្រាសាទ​ចុង​ក្រោយ​បង្អស់ ដែល​ស្ថិត​នៅលើ​កំពូល​ភ្នំ​ខ្ពស់​ជាង​គេ ។ ទីតាំង​ដែល​ធ្វើ​ប្រាសាទ​នៅលើ​កំពូល​ភ្នំ​ខ្ពស់​ជាង​គេ​នោះ មាន​កំពស់ ៥២៥​ម៉ែត្រ ៖ «ប្រាសាទ​នេះ​មិន​ជា​ធំ​ប៉ុន្មាន​ទេ មិន​ជា​ធំ​ហ្នឹង គឺ​មិន​បាន​ដល់​ប្រាសាទ​នៅ​ភ្នំ​ជីសូរ នៅ​ខេត្ត​តាកែវ​ផង ។ កន្លែង​នេះ​ឯង គឺ​ជា​កន្លែង​ដែល​ប្រហែល​គេ​ដាក់​លិង្គ ដែល​គេ​ថា ជា​អាទិទេព​ប្រចាំ​ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ បើ​យើង​គិត​តែ​តួ​ប្រាសាទ​ធំ​ចុងក្រោយ​នេះ គឺ​មាន​ទំហំ ៣៥​ម៉ែត្រ​គុណ​នឹង ៤៥​ម៉ែត្រ តែ​ប៉ុណ្ណោះ ហើយ​បើ​យើង​ដើរ​ទៅ​ខាង​ក្រោយ​ប្រាសាទ​ហ្នឹង ប្រយ័ត្ន​ព្រោះ​ហ្នឹង​ដល់​ចុង​ភ្នំ​ហើយ គឺ​កន្លែង​ដែល​ចោទ​ហើយ ផុត​ត្រឹម​ប៉ុណ្ណឹង ។ ដូច្នេះ​ចុង​ខាង​ក្រោយ​នេះ​ឯង ប្រហែល​ជា​គេ​ទុក​លិង្គ​អាទិទេព ឈ្មោះ ស្រីសិខៈ រិស្វារៈ នោះ ។  មក​ដល់​ឆ្នាំ​២០០៨ នេះ មាន​បាត់បង់​ក៏​ច្រើន បាក់​បែក​ក៏​ច្រើន អ្វី​ដែល​នៅ​ឃើញ​សល់​សព្វថ្ងៃ​នេះ យើង​មើល​ទៅ​តាំងពី​ក្បាច់​ចម្លាក់ គួរ​ឲ្យ​ស្រលាញ់​ជា​ទី​បំផុត ពីព្រោះ​ស្អាត​ណាស់ ធ្វើ​ហ្នឹង ធ្វើ​ល្អ​ខ្លាំង​ណាស់» ។ 

លោក​សាស្រ្តាចារ្យ​បញ្ជាក់​ថា ប្រវត្តិ​នៃ​ការកសាង​ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ មាន​នៅ​លើ​សិលា​ចារឹក​ខ្មែរ នៅឯ​ប្រាសាទ​បាពួន ក្នុង​ខេត្ត​សៀមរាប គឺកាលេខ ៥៨៣ ៖ «អ្នក​ដែល​សរសេរ​សិលាចារឹក​ហ្នឹង ឈ្មោះ​ហរិ វាហៈ នៅក្នុង​រជ្ជកាល​ព្រះបាទ​រាជិន្រ្ទ​វរ័ន្ម គ្រិស្ត​សករាជ ៩៤៤ ដល់ ៩៦៨ ។  គេ​សរសេរ​ជា​ភាសា​សំស្រ្កឹត​និង​ជា​ភាសា​ខ្មែរ ។ គេ​សរសេរ​ថា មាន​ព្រះអង្គ​ម្ចាស់​មួយ​អង្គ​ព្រះនាម ឥន្រ្ទាយុទ្ធ លោក​បាន​យក​លិង្គ​មួយ  ឈ្មោះ​ស្រីសិខៈ រិស្វារៈ មកតាំង​មក​ប្រតិស្ឋ​នៅ​ទីនេះ​ៗ​គឺ​ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ​នេះ​ឯង ។ តើ​ព្រះអង្គ​ម្ចាស់ ឥន្រ្ទាយុទ្ធ គឺ​ជា​ព្រះរាជបុត្រា​នៃ​ព្រះបាទ​ជយវរ្ម័ន​ទី​២  គឺ​លោក​សោយរាជ្យ​នៅពាក់​កណ្តាល​ទី​១ នៃ​សតវត្សរ៍​ទី​៩ ។  ខ្ញុំ​អធិប្បាយ​ទាំង​អស់​នេះ ខ្ញុំ​អត់​មាន​បន្ថែម​ទេ ខ្ញុំ​ស្រង់​សេចក្តី​ទាំងអស់ ដូច​ខ្ញុំ​ជម្រាប​បន្តិច​ម្តង​ៗ​នោះ ។ គេ​សរសេរ​ថា ព្រះអង្គ​លោក​ខ្លាំង​ពូកែ​ខ្លាំង​ណាស់ ។ លោក​មាន​មហិទ្ធឫទ្ធិ ទៅ​ច្បាំង​ជាមួយ​នឹង​ស្តេច​ចាម ហើយ​ចាប់​ស្តេច​ចាម​នោះ​បាន​ទៀត ។ ចំពោះ​សេចក្តី​សិលាចារឹក​នេះ អ្នកប្រាជ្ញ​ខាង​ប្រវត្តិសាស្ត្រ​គិត​ថា មិន​មាន​សិលាចារឹក​ឯណា​ទៀត និយាយ​ពី​ចម្បាំង​ទៅ​ចាប់​ស្តេច​ចាម​នោះ​ទេ ក៏​ប៉ុន្តែ​ស្តេច​ដែល​លោក​ចាប់​បាន​នោះ ប្រហែល​ជា​មិនមែន​ជា​ស្តេច​ចាម ដែល​ត្រួត​ប្រទេស​ចាម​ទាំង​មូល​នោះ​ទេ ។  ប្រហែល​ជា​ស្តេច​អង្គ​តូច​មួយ ដែល​ត្រួត​នៅ​នគរ​មួយ ដែល​មាន​ព្រំប្រទល់​នៅ​ជាប់​នឹង​ប្រទេស​ខ្មែរ»

ប្រភព៖ http://www.rfa.org/khmer/preah-vihear-history2-07172008051150.html