មន្ត្រីនាំពាក្យ៖ កម្ពុជាមិនបានសុំអន្តរាគមន៍ពីអ.ស.ប.ជុំវិញជម្លោះជាមួយថៃទេ ខែ កក្កដា 21, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព័ត៌មាន.add a comment
ដោយ ផាន សូផាត
2008-07-20
មន្ត្រីអ្នកនាំពាក្យរាជរដ្ឋាភិបាលកម្ពុជា លោក ខៀវ កាញារីទ្ធ បានមានប្រសាសន៍កាលពីល្ងាចថ្ងៃ២០ កក្កដានេះ ប្រាប់វិទ្យុអាស៊ីសេរី ឲ្យដឹងថា រដ្ឋាភិបាលកម្ពុជា មិនបានសុំអន្តរាគមន៍ ពីអង្គការសហប្រជាជាតិ (អ.ស.ប.) ឬភាគីទី៣ ណា ក្នុងករណីទាហានថៃ កំពុងតែឈរជើងនៅក្នុងដែនដីរបស់កម្ពុជានោះទេ ។
RFA Photo
លោក ខៀវ កាញារីទ្ធ មន្ត្រីអ្នកនាំពាក្យនៃរាជរដ្ឋាភិបាលកម្ពុជា។
ខាងក្រោមនេះ គឺជាការបកស្រាយបញ្ជាក់របស់លោក ខៀវ កាញារីទ្ធ អ្នកនាំពាក្យរដ្ឋាភិបាល និងជារដ្ឋមន្ត្រីក្រសួងព័ត៌មានផងនោះ តាមរយៈសំណួររបស់លោក ផាន សូផាត ។
ផាន សូផាត ៖ ខ្ញុំសូមបញ្ជាក់ឯកឧត្ដមអំពីបញ្ហាដែលថា ប្រទេសកម្ពុជាបានផ្ញើលិខិតទាក់ទងទៅនឹងបញ្ហាប្រាសាទព្រះវិហារជាមួយនឹងប្រទេសថៃនោះ តើខ្លឹមសារលិខិតដែលប្រទេសកម្ពុជា ដាក់ជូនអង្គការសហប្រជាជាតិនោះ ទាក់ទងទៅនឹងបញ្ហាអ្វីដែរទៅ?
ខៀវ កាញារីទ្ធ ៖ សុំកែតម្រូវ ពីព្រោះមិនដូចអ្វីដែលកាសែតនៅខាងក្រៅ ដែលបាននិយាយថា កម្ពុជាសុំអន្តរាគមន៍ពីអង្គការសហប្រជាជាតិ ។ ព្រោះកន្លងមកនេះ យើងគ្រាន់តែឲ្យស្ថានបេសកកម្មអចិន្ត្រៃយ៍របស់កម្ពុជាប្រចាំនៅអង្គការសហប្រជាជាតិ ធ្វើលិខិតដើម្បីជម្រាបជូនអំពីសភាពការណ៍នេះទៅប្រធានមហាសន្និបាតនៃអង្គការសហប្រជាជាតិ ប្រធានក្រុមប្រឹក្សាសន្តិសុខនៃអង្គការសហប្រជាជាតិ ដើម្បីជម្រាបជូនអំពីសភាពការណ៍និងមូលហេតុទំនាស់រវាងកម្ពុជានិងថៃ លើបញ្ហាតំបន់ជិតព្រំដែនព្រះវិហារនេះ ប៉ុន្តែគ្រាន់តែជូនដំណឹង និងសុំឲ្យផ្ញើលិខិតនេះ ចែកលិខិតផ្លូវការជូនសមាជិកតែប៉ុណ្ណឹងទេ គឺមិនបានសុំអន្តរាគមន៍ពីអង្គការសហប្រជាជាតិទេ ។ ជំហររបស់សម្ដេចនាយករដ្ឋមន្រ្តី លោកបានមានប្រសាសន៍ហើយ គឺប្រទេសទាំងពីរ បន្តដោះស្រាយទ្វេភាគីឲ្យអស់លទ្ធភាព ដោយសារថា នាយករដ្ឋមន្រ្តីទាំងពីរបានប្ដេជ្ញាហើយ គឺថានឹងនៅធ្វើការជាមួយគ្នា ដោះស្រាយជាមួយគ្នា ។ ហើយបានប្ដេជ្ញាទៀត មិនឲ្យសភាពការណ៍ តឹងលើសហ្នឹងទេ កម្ពុជាអត់បានក្បត់សម្ដីខ្លួនឯងនោះទេ ។
ផាន សូផាត ៖ ខ្ញុំសូមជម្រាបសួរឯកឧត្តមថា ថ្ងៃនេះ តាមសារព័ត៌មានរបស់ប្រទេសថៃ បាននិយាយថា នាយករដ្ឋមន្រ្តីថៃ លោក សាម៉ាក់ ស៊ុនថរ៉ាវេត ហ្នឹង បានប្រកាសថា លោកឈប់និយាយអំពីបញ្ហាប្រាសាទព្រះវិហារហើយ គឺក្រោយពេលដែលប្រទេសកម្ពុជាហ្នឹង បានធ្វើការតវ៉ាអំពីរឿងនេះ ទៅអង្គការសហប្រជាជាតិ ហើយលោកថា កិច្ចការទាំងអស់គឺជាការទទួលខុសត្រូវរបស់ក្រសួងការបរទេស ។ តើរឿងនេះ ឯកឧត្ដមអាចមានប្រសាសន៍យ៉ាងម៉េចដែរ?
ខៀវ កាញារីទ្ធ ៖ ខ្ញុំចង់ជម្រាបអ៊ីចេះ គឺថា ឯកឧត្ដម សាម៉ាក់ គាត់បានទទួលព័ត៌មានអស់ហើយ គឺសុំមើលលិខិតរបស់បេសកកម្មអចិន្រ្តៃយ៍កម្ពុជាវិញ បើកម្ពុជាបានសម្រេចហើយ គឺថា យើងប្រើប្រាស់អស់លទ្ធភាពនៃការដោះស្រាយជាទ្វេភាគី គឺយើងមិនទាន់រកទៅដល់ភាគីទីបី នៅឡើយទេ គឺដូចជាការសម្រេចចិត្តនៃពិភាក្សារវាងនាយករដ្ឋមន្រ្តីទាំងពីរតាមទូរស័ព្ទ នៅយប់ថ្ងៃទី១១ ដូច្នេះ ប្រហែលជាឯកឧត្ដមនាយករដ្ឋមន្រ្តីថៃ គឺអាចមានការច្រឡំតាមចំណងជើងនៃកាសែតហ្នឹងតែប៉ុណ្ណឹងទេ គឺយើងអត់បានសុំអន្តរាគមន៍ទេ លិខិតរបស់បេសកកម្មអចិន្រ្ដៃយ៍កម្ពុជានៅអង្គការសហប្រជាជាតិ គឺជាការជូនដំណឹង គឺថា ទាញការយកចិត្តទុកដាក់ ដើម្បីសុំការយកចិត្តទុកដាក់លើអ្វីដែលកើតឡើងរវាងកម្ពុជា-ថៃ ទេ ប៉ុន្តែអត់មាននិយាយអ្វីពីការសុំអន្តរាគមន៍ពីអង្គការសហប្រជាជាតិ ឬភាគីណាមួយទេ ៕
ប្រភព៖ http://www.rfa.org/khmer/indepth/cambodia-denies-seeking-un-help-07212008010622.html
เขาพระวิหาร: หรือต้องกลับไปศาลโลก? ខែ កក្កដា 21, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.add a comment

ภาพจากแฟ้มเอเอฟพีวันที่ 21 พ.ค.2551 นักท่องเที่ยวไทยกำลังเที่ยวชมปราสาทพระวิหาร ในยามสงบที่นี่เป็นปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ในวันนี้เป็นเขตแดนแห่งการเผชิญหน้าทางทหาร หรือจะต้องกลับไปยังศาลโลกอีกครั้ง?
ผู้จัดการออนไลน์– รัฐบาลกัมพูชากำลังใจจดจ่อรอผลการเจรจาระหว่างคณะผู้นำทหารระดับสูงกับฝ่ายที่ จ.สระแก้วในวันจันทร์นี้ ซึ่งไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร กัมพูชาก็มีแผนการที่จะดำเนินการขั้นต่อไป หลังจากสัปดาห์ที่แล้วได้รายงานสถานการณ์ความขัดแย้งกับไทยให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้รับทราบ
ผู้สังเกตการณ์ในกัมพูชา รวมทั้งสื่อหลายแห่งแห่งต่างมีความเห็นในทำนองเดียวกันว่า ปัญหา “ เขตแดนทับซ้อน” กับไทยที่ชายแดนด้านเขาวิหารนั้นแก้ยาก สองประเทศเพื่อนบ้านทำได้อย่างดีที่สุดก็อาจจะเพียงแค่หยุดยิง ถอนทหารออกไป และ เจรจากันยืดเยื้อยาวนาน โดยไม่มีการเปลี่ยนสถานะเดิม (status quo) ของปัญหา
แต่บางทีการนำเรื่องนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง ก็อาจจะมีหลักประกันที่ดีกว่า เพราะจะไม่เกิดความรุนแรงขึ้นในเขตแดนพิพาท ขณะที่การพัฒนาปราสาทพระวิหารในฐานะที่เป็นมรดกโลกก็ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น เช่นเดียวกันกับการท่องเที่ยว
นักวิเคราะห์ยังมองไม่เห็นทางออกของปัญหา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเผชิญหน้าอาจจะลุกลามบานปลายใหญ่โตได้ง่าย เมื่อทหารจำนวนมากเผชิญหน้ากัน เสียงปืนเพียงนัดเดียวสามารถจุดชนวนการยิงต่อสู้ขึ้นมาได้
วันจันทร์นี้รัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มอาเซียนได้เริ่มการประชุมอย่างเป็นทางการในสิงคโปร์
แม้ไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นสมาชิกกลุ่มอาเซียน แต่กลุ่มนี้ก็จะไม่อาจจะช่วยคลี่คลายปัญหาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยึดถือหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก และไม่แทรกแซงกรณีพิพาททวิภาคีใดๆ

ผู้ช่วยรัฐมนตรีกัมพูชา นายกาวกิมฮูน (Kao Kim Hourn) กำลังสนทนากับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศเวียดนาม ฝ่ามยาเคียม (Pham Gia Khiem) ระหว่างไปร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในสิงคโปร์เมื่อวันอาทิตย์นี้ กัมพูชารู้ดีว่าอาเซียนไม่ใช่เวทีแก้ปัญหาพิพาทเขตแดนกับไทย (ภาพ: AFP)
กัมพูชาส่งบุคคลระดับผู้ช่วยรัฐมนตรี (Secretary of State) ประจำกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่ค่อยมีบทบาทอะไร ไปร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่สิงคโปร์
มิหนำซ้ำในเดือนหน้านี้สิงคโปร์ก็จะส่งไม้ต่อให้กับไทยเข้าทำหน้าที่ “ ประเทศประธาน” หรือ ประธานคณะกรรมการประจำกลุ่มอาเซียนแทน
แม้ว่าจะเป็นสิทธิอันชอบธรรมของสมาชิกประเทศหนึ่งที่จะส่งเจ้าหน้าที่ระดับใดระดับหนึ่งไปร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี และ ถือเป็นมารยาทที่สามารถปฏิบัติได้หากเกิดความไม่สะดวก แต่การที่กัมพูชาส่งตัวแทนระดับต่ำกว่ารัฐมนตรีว่าการไปร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนในสัปดาห์นี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการประท้วง
กัมพูชาต้องการแสดงความไม่พอใจที่จะต้องไปเผชิญหน้ากับฝ่ายไทยในอาเซียน ขณะที่สถานการณ์ชายแดนยังร้อนระอุ และรัฐบาลกรุงพนมเปญกล่าวหาว่าทหารไทยหลายร้อยคนยังคงอยู่ในดินแดนกัมพูชา
ผู้รับผิดชอบการต่างประเทศอย่างแท้จริง นักการทูตอาวุโสระดับ “ กระบี่มือหนึ่ง” ที่สมเด็จฯ ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชาไว้วางใจที่สุด คือ นายฮอร์นัมฮอง (Hor Nam Hong) ซึ่งเป็นทั้งรองนายกฯ กับ รมว.ต่างประเทศนั้น “ สแตนด์บาย” ที่กรุงพนมเปญ เงี่ยหูฟังสถานการณ์รอบด้าน

นายจอร์จ เยียว รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ออกคำแถลงว่าทั้งไทยและกัมพูชารับปากอาเซียนจะใช้ความอดทนและอดกลั้นอย่างเต็มที่ในการแสวงหาทางแก้ปัญหาโดยสันติ แต่ในเดือนหน้าสิงคโปร์กำลังจะมอบตำแหน่งประธานคณะกรรมการประจำอาเซียนให้แก่ไทย ซึ่งย่อมทำให้กัมพูชารู้สึกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการณีพิพาทกับไทย (ภาพ: AFP)
เมื่ออาเซียนไม่ใช่ที่พึ่ง กัมพูชาจึงหันไปเปิดเวทีที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) อันเป็นเวทีที่มีอำนาจชี้ขาดมากกว่า
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมากัมพูชาได้เชิญเจ้าหน้าที่จากสถานทูต 4 ประเทศคือ สหรัฐฯ จีน ฝรั่งเศสกับเวียดนาม ไปดูสถานการณ์การเผชิญหน้าบนเขาพระวิหาร
สามชาติแรกเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ส่วนเวียดนามซึ่งเป็นสมาชิกประเภทหมุนเวียน ก็กำลังทำหน้าที่ประธานคณะมนตรีฯ ในปัจจุบัน
นายเขียว กัญฤทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าว ในฐานะโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า นอกจากได้รายงานสถานการณ์ให้ UNSC ได้รับทราบ รายงานอีกฉบับหนึ่งยังส่งถึงประธานสมัชชาใหญ่ยูเอ็นปัจจุบัน เพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับปัญหาทั่วไปตลอดจนการเผชิญหน้าทางทหารกับไทยที่เขาพระวิหาร
นายเขียวกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ค.) ปฏิเสธว่า กัมพูชาไม่ได้ร้องขอให้สหประชาชาติ เข้าแทรกแซงในกรณีพิพาทขณะนี้
ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญนั้น กัมพูชาตระหนักดีว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบทางทหาร เสียเปรียบอำนาจการยิงอย่างมาก การใช้กำลังทหารที่ชายแดนในขณะนี้มีแต่จะสร้างความสูญเสียใหญ่หลวง
ผลจากการปะทะอาจจะไม่เป็นผลดีใดๆ ต่อพรรคประชาชนกัมพูชาของรัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซนในการเลือกตั้งวันที่ 27 ก.ค.ศกนี้
ผู้สังเกตการณ์ รวมทั้งสื่อในกัมพูชาเองเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาว่า หากการเจรจาหย่าศึกกับไทยในวันจันทร์นี้ล้มเหลว เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซน จะนำกรณีพิพาทกลับเข้าสู่การพิจารณาของศาลระหว่างประเทศกรุงเฮกอีกครั้งหนึ่ง
เวลาผ่านไป 46 ปีนับตั้งแต่ศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา ขณะที่ไทยได้ยื่นประท้วงขอสงวนสิทธิ์ในการทวงคืนพื้นที่ชายแดนแถบนั้นซึ่งอยู่ในเขตสันปันน้ำของไทย แต่ตกเป็นของกัมพูชาในแผนที่ของฝรั่งเศสที่จัดทำขึ้นและเผยแพร่ในปี 1907 หรือ 101 ปีก่อนหน้านั้น
การกลับไปสู่ศาลโลกอีกครั้งที่สองจะเปิดโอกาสให้สองฝ่ายได้โต้แย้งด้วยเหตุด้วยผลและด้วยสภาพที่เป็นจริงในปัจจุบัน และได้รับความยุติธรรม อย่างเท่าเทียมกัน
นายเขียวกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า รัฐบาลกัมพูชาจะพิจารณา “ใช้มาตรการต่อไป” หลังจากได้ทราบผลการเจรจาในวันจันทร์นี้.
ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085551
ผู้เชี่ยวชาญเตือนพิพาทไทย-เขมรบานปลาย ខែ កក្កដា 21, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.add a comment

ภาพถ่ายวันที่ 19 ก.ค.2551 ทหารกัมพูชาแบกเครื่องยิงระเบิด RPG เดินผ่าน “ ทหารชุดดำ” ของไทย 2 คนกับทหารกัมพูชาอีกคนหนึ่งไปที่บริเวณวัดใกล้ปราสาทพระวิหาร ทหารสองฝ่ายติดอาวุธเพียบพร้อม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าสามารถเกิดการกระทบกระทั่งได้โดยง่ายหากไม่เข้มงวดด้านวินัยดีพอ (ภาพ: Reuters)
สิงคโปร์– ผู้เชี่ยวชาญกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ออกเตือนให้ระวังการเผชิญหน้าด้วยอาวุธระหว่างไทยกับกัมพูชาลุกลามบานปลายใหญ่โตได้ไม่ยาก หลังจากไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในภูมิภาคมาเป็นเวลาประมาณ 20 ปี
ทหารของสองฝ่ายเผชิญหน้ากันมาเป็นเวลาเกือบ 1 สัปดาห์ที่วัดแห่งหนึ่งในเขตเขาบนทางขึ้นไปสู่ปราสาทพระวิหาร
” ผมเป็นห่วงเรื่องคอมมานด์กับคอนโทรล (การบัญชาการกับการควบคุม) ของทั้งสองฝ่าย” ศาสตราจารย์คาร์ล เทเยอร์ (Carl Thayer) ผู้เชี่ยวชาญกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนหนึ่งที่ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการกลาโหม มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวเมื่อวันอาทิตย์
ทหารกัมพูชาถูกสั่งห้ามดื่มเหล้าทุกชนิดเพื่อหลีกเลี่ยงการยิงปืนทุกอย่าง
” ทันทีที่คุณมีกำลังทหารเช่นนั้น.. คุณจะต้องมีวินัยอย่างเข้มงวดจริงๆ” ศ.เทเยอร์กล่าว พร้อมแสดงความเป็นห่วงต่อการคิดคำนวณที่ผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงคนนี้กล่าวว่า เป็นการยากที่จะนึกถึงเหตุการณ์ที่กำลังทหารสองฝ่ายเผชิญหน้ากันตามชายแดนคล้ายกันนี้ในภูมิภาคว่าเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อไร อาจจะเป็นช่วงทศวรรษที่ 1980 เมื่อไทยกับลาวต้องสู้รบกันเรื่องพรมแดน
ศ.เทเยอร์กล่าวว่าอาเซียนไม่ยุ่งกิจการภายในและกรณีพิพาททวิภาคีของประเทศสมาชิก แต่ก็อาจจะมีการเจรจาข้างเคียงเพื่อกดดันให้สองฝ่ายหาทางแก้ไขข้อขัดแย้ง
” ไม่มีฝ่ายใดต้องการให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รบกวนภูมิภาค.. ผมคิดว่ากำลังจะมีแรงกดดันจากรอบทิศให้ทั้งสองฝ่ายต้องพบกันตัวต่อตัวหาทางแก้ปัญหา” ผู้เชี่ยวชาญคนเดียวกันกล่าว.
ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085350
รัฐมนตรีไทย-เขมรรับปากอาเซียนใช้สันติวิธี ខែ កក្កដា 21, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.add a comment
สิงคโปร์– ไทยกับกัมพูชาได้ตกลงจะใช้ “ ความพยายามอย่างที่สุด” เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาการเผชิญหน้าที่วัดแห่งหนึ่งในเขตพระวิหาร นายจอร์จ เยียว รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าวในคืนวันอาทิตย์นี้
” ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันว่าจะปฏิบัติตามพันธะสัญญาที่ให้ไว้ต่ออาเซียนและต่อประชาคมระหว่างประเทศ ที่จะพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อหาทางแก้ปัญหาโดยสันติวิธี” นายเยียวกล่าวในขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนจะเปิดประชุมอย่างเป็นทางการในวันจันทร์นี้
” เราได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด และแก้ไขกรณีนี้อย่างเป็นมิตรภายใต้จิตใจความสมานฉันท์แห่งอาเซียนและการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี” นายเยียวกล่าวในคำแถลงชิ้นหนึ่งที่ออกเผยแพร่เวลาประมาณ 21 น.ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี
นายเยียวกล่าวว่า รัฐมนตรีของอาเซียนหารือเรื่องนี้ในช่วงเวลาอาหารมื้อค่ำที่เจ้าภาพจัดเลี้ยงอย่างไม่เป็นทางการในตอนค่ำวันเดียวกัน ซึ่งทุกฝ่ายต่างสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาหาทางออกอย่างสันติ
” เราขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดทนและอดกลั้นและแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี” นายแอนดริว ตัน (Andrew Tan) เจ้าหน้าที่อาเซียนซึ่งทำหน้าที่เป็นโฆษกของบรรดารัฐมนตรีอาเซียนกล่าว
” ผมคิดว่านั่นเป็นทางที่จะต้องปฏิบัติเพราะว่าเป็นวิถีทางที่ทำให้อาเซียนอยู่ตลอดรอดฝั่งมาคือ มิให้กรณีพิพาททวิภาคีส่งผลกระทบต่อสมานฉันท์ของกลุ่ม” นายตันกล่าว
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการกลุ่มอาเซียนกล่าวว่า จะมีการหยิกยกเรื่องนี้ขึ้นหารือหลังจากรัฐมนตรีร่วมรับประทานอาหารมื้อเย็นอย่างไม่เป็นทางการในค่ำวันอาทิตย์ การประชุมอย่างเป็นทางการจะเริ่มในเช้าวันจันทร์
สิงคโปร์เป็นประเทศประธานคณะกรรมการประจำกลุ่มอาเซียน ซึ่งกำลังจะส่งมอบภาระหน้าที่ให้แก่ไทยในเดือนนี้ ตามกฎบัตรของกลุ่มที่ประเทศสมาชิกจะหมุนเวียนกันทำหน้าที่คราวละ 1 ปี
รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียนายฮัสซันวิรายุดา (Hasan Virajuda) ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชา “ ใช้ความอดกลั้นอย่างที่สุด”
การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศครั้งนี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีศึกษาธิการจะเป็นตัวแทนจากไทย และ กัมพูชาได้ส่งนายกาวกิมฮูน (Kao Kim Hourn) ซึ่งเป็นระดับ “ ผู้ช่วยรัฐมนตรี” (Secretary of State) ไปร่วมการประชุม.
ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085348
ผบ.ทหารเขมรเชื่อเจรจากับไทยไร้ทางออก ខែ កក្កដា 21, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.add a comment

ภาพถ่ายวันที่ 19 ก.ค. 2551 พ.อ.สม บุปผารัตน์ (Sam Bopharath) นายทหารกัมพูชากำลังสนทนากับ พ.อ.อภิชาติ พลพวก ผบ.กองกำลังทหารชุดดำของไทย (ซ้าย) ที่บริเวณวัด ยังไม่มีใครทราบว่าผลการเจรจาวันจันทร์นี้จะออกมอย่างไรใด (ภาพ: AFP)
พระวิหาร (เอเอฟพี)– ผู้บัญชาการนายทหารฝ่ายกัมพูชาในเขตพระวิหารกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ค.) ว่า การเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาที่จะมีขึ้นในวันจันทร์นี้อาจจะไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาการเผชิญหน้าทางทหารในขณะนี้ได้ ขณะที่ทหารกว่า 500 นาย และฝ่ายกัมพูชากว่า 1,000 นายยังคงตั้งอยู่ในเขตเขาใกล้ปราสาทพระวิหาร
” เรามีความหวังเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการเจรจา” พลจัตวาเจียแก้ว (Chea Keo) ผู้บัญชาการทหารในพื้นที่กล่าว ในขณะที่การเผชิญหน้าระหว่างกองกำลังของสองฝ่ายกำลังก้าวเข้าสู่วันที่หก
” เรามีความหวังเพียงเล็กน้อยก็เนื่องจากข่าวที่ว่ารัฐบาลไทยได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของเราระบุว่า ดินแดนที่ทหารไทยตั้งอยู่นั้นเป็นของพวกเขา” นายพลแก้วกล่าว
” เราได้เตรียมพร้อมสูงสุด” ผู้บัญชาการของฝ่ายกัมพูชากล่าว
อย่างไรก็ตามนายทหารผู้นี้ให้สัมภาษณ์ก่อนที่จะมีการเผยแพร่เนื้อความในสาสน์ของสมเด็จฯ ฮุนเซฯ ที่ส่งถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไทย ที่ทางการส่งไปยังสื่อต่างๆ ในกรุงพนมเปญตอนค่ำวันอาทิตย์

ภาพถ่ายวันศุกร์ 18 ก.ค.2551 พล.จ.สเรย์ แด๊ก (Srey Dek) ผบ.ทหารกัมพูชา กำลังสนทนาอย่างออกรสกับ พ.อ.ไชยันต์ หวยสูงเนิน นายทหารของไทยในบริเวณวัด ที่ทหารของทั้งสองฝ่ายประจำอยู่จำนวนหลายร้อยนาย ยังไม่มีใครทราบทางแก้ปัญหาการหยุดนิ่งทางทหารขณะนี้ (ภาพ: AFP)

ภาพถ่ายวันที่ 19 ก.ค.2551 ทหารไทยประจำอยู่บนเขาพระวิหารใกล้เขตวัดแห่งหนึ่งซึ่งทหารไทยกับกัมพูชาหลายร้อยนายกำลังเผชิญหน้ากัน (ภาพ: AFP)

“ ทหารชุดดำ” ของไทยที่ฝ่ายเขมรเรียกขานก็ประจำการอยู่ใกล้ๆ ภาพถ่ายวันที่ 18 ก.ค.2551 (ภาพ: AFP)
การเผชิญหน้าทางทหารเริ่มขึ้นหลังจากฝ่ายกัมพูชาจับกุมผู้ประท้วงชาวไทย 3 คนที่กัมพูชากล่าวว่าจับในฐาน “ เข้าเมืองโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง” ซึ่งอยู่ในพื้นที่พิพาท
ไทยและกัมพูชาได้เสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่ทุกวัน ทหารของทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันในระยะประชิดที่วัดแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาไม่ไกลจากปราสาทพระวิการ ฝ่ายไทยกล่าวว่าวัดดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตอุทยาแห่งชาติเขาพระวิหาร แต่ฝ่ายกัมพูชากล่าวว่าอยู่ในดินแดนกัมพูชา
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2505 ศาลระหว่างประเทศในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ตัดสินยกปราสาทพระวิหารให้แก่กัมพูชาพร้อมอาณาบริเวณโดยรอบทั้งหมด แต่ในเดือนต่อมารัฐบาลไทยได้ประท้วงคำตัดสินของศาลโลก และ ยืนยันสิทธิที่จะทวงคืนดินแดนทั้งหมด ซึ่งอยู่ในเขตสันปันน้ำของไทยตรมกฎหมายระหว่างประเทศ
ประเทศไทยได้จัดทำแผนที่ใหม่โดยยึดแนวสันปันน้ำเป็นเส้นพรมแดน ในนั้นมีพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่ไทยกล่าวอ้างอธิปไตยและฝ่ายกัมพูชายอมรับว่าเป็น “ พื้นที่ทับซ้อน” หรือเป็น “ ดินแดนพิพาท” มาตลอด.
ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085346
“ ฮุนเซน” ตอบสาสน์ “ สมัคร” เออออห่อหมก ខែ កក្កដា 21, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.add a comment

ภาพถ่ายวันที่ 17 ธ.ค.2550 สมเด็จฯ ฮุนเซน บอกกับนายนิตย์ พิบูลสงคราม รมว.ต่างประเทศไทยที่ไปเยือนว่าควรจะเริ่มการปักปันเขตแดนทันทีในจุดที่สามารถทำได้ โดยไม่ต้องรอให้การเจรจาแล้วเสร็จตลอดแนวเสียก่อน ผู้นำกัมพูชาส่งสาสน์ถึงนายสมัคร สุนทรเวช นรม.ไทยเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ค.) เสนอให้จัดการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดนอีกวงหนึ่ง
ผู้จัดการออนไลน์– สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน ส่งสาสน์ถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไทยอีกฉบับหนึ่งระบุว่า เห็นด้วยกับฝ่ายไทยที่สองประเทศควรจะพยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกันมิให้สถานการณ์ชายแดนเลวร้ายลง เพื่อธำรงสัมพันธ์ที่มีมายาวนานและความร่วมมืออันดีระหว่างประชาชนสองประเทศ
สมเด็จฯ ฮุนเซนระบุดังกล่าวในสาสน์ฉบับที่ 2 ที่มีการเผยแพร่ไปยังสื่อต่างๆ ในกรุงพนมเปญในตอนค่ำวันอาทิตย์ (20 ก.ค.) ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าวซินหัว
” เราจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อหามาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขความตึงเครียดในขณะนี้” สมเด็จฯ ฮุนเซนกล่าว
นายกรัฐมนตรีกัมพูชาส่งสาสน์ถึงนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ก.ค. เรียกร้องให้ไทยถอนทหารนับร้อยๆ คนที่ตั้งมั่นอยู่ใกล้กับปราสาทพระวิหาร ซึ่งทำให้เกิดการเผชิญหน้าตึงเครียดกับทหารกัมพูชาอีกหลายร้อยคน
นายสมัครได้ส่งสาสน์ตอบนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในวันที่ 19 ก.ค. สองฝ่ายได้เห็นพ้องที่จะให้มีการประชุมเจรจาเจ้าหน้าที่ระดับสูงในวันจันทร์นี้ เพื่อหาทางแก้ปัญหาการหยุดนิ่งทางการทหาร เกี่ยวกับเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวอ้างอธิปไตย

ภาพถ่ายวันที่ 20 ก.ค.2551 ทหารไทยคนหนึ่งที่ชายแดนเขาพระวิหารเบื้องหลังยังมองเห็นทหารไทยกับทหารกัมพูชายืนเกาะกลุ่มกัน ทั้งสองฝ่ายต่างรอฟังผลการเจรจาที่ จ.สระแก้ววันจันทร์นี้ (ภาพ: AFP)
“ ภายใต้เนื้อหานี้ ข้าพเจ้าได้สั่งการให้ (พล.อ.) เตียบัญ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กลาโหม นำคณะคณะกัมพูชาไปร่วมการประชุมนัดพิเศษคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย ในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค.2551 ที่ จังหวัดสระแก้ว เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขที่เหมาะสม สำหรับปัญหาปัจจุบัน” สมเด็จฯ ฮุนเซนกล่าว
” ข้าพเจ้ายังได้สั่งการให้นายวารกิมฮอง ประธานคณะกรรมการร่วมชายแดนกัมพูชา-ไทย ปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายไทย เพื่อจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมฯ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเร่งการปักปันเขตแดนกัมพูชาไทยให้แล้วเสร็จทั้งหมด”
ในสาสน์ ฉบับล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์นี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังได้กล่าวถึงการเป็นเจ้าของผืนดินและสิ่งปลูกสร้างภายในเขตแดนพิพาทระหว่างสองฝ่ายอีกด้วย ซินหัวกล่าว
ความตึงเครียดทางทหารเกิดขึ้นเมื่อกัมพูชาจับผู้ประท้วงชาวไทย 3 คน ทำให้ทหารและเจ้าหน้าที่ไทยต้องติดตามไปเจรจาขอให้ฝ่ายกัมพูชาปล่อยตัว

ภาพถ่ายวันที่ 20 ก.ค.2551 ทหารกัมพูชารักษาการณ์ที่ทางเข้าโคปุระชั้นหนึ่ง ไม่ไกลจากเขตวัดที่ทหารสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากัน สมเด็จฯ ฮุนเซน นรม.กัมพูชากล่าวในวันอาทิตย์ว่าจะพยายามอย่างยิ่งหามาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างสันติ (ภาพ: Reuters)
ตามรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศแห่งต่างๆ ปัจจุบันมีทหารกัมพูชาอาวุธครบมือราว 1,200 คนกำลังเผชิญหน้ากับทหารไทยราว 500 คนที่วัดแห่งหนึ่ง ใกล้กับปราสาทพระวิหารและอาณาบริเวณรอบๆ
ในเดือน ธ.ค.2550 ระหว่างการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศไทย นายนิตย์ พิบูลสงคราม สมเด็จฯ ฮุนเซนได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการปักปันเขตแดนในจุดที่เป็นไปได้ในทันทีโดยไม่ต้องรอการเจรจาทั้งหมด แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้.
ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085332
ชักเพี้ยน!! “สมรังสี” ยุชาวศรีสะเกษ-สุรินทร์ สู้ไทย ខែ កក្កដា 21, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.add a comment

ภาพถ่ายวันที่ 11 ก.ค.2551 นายสม รังสี หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดในกัมพูชากำลังปราศัยหาเสียงที่ จ.กันดาล (Kandal) เมื่อวันเสาร์พรรคนี้ได้ออกคำแถลงปลุกชาวไทยเชื้อสายเขมรใน จ.สุรินทร์และศรีสะเกษ ให้สู้กับรัฐบาลไทยปกป้องดินแดนพระวิหาร (ภาพ: Reuters)
ผู้จัดการออนไลน์ — พรรคสมรังสี พรรคฝ่ายค้านในกัมพูชา ได้ออกคำแถลงฉบับหนึ่งเมื่อวันเสาร์ (19 ก.ค.) เรียกร้องให้ชาวไทยเชื้อชาติขะแมร์ (Khmer) หรือเขมรที่อาศัยทำกินในประเทศไทย ลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลไทย เพื่อพิทักษ์ปกป้องปราสาทกับดินแดนเขาพระวิหาร ที่พรรคการเมืองนี้กล่าวว่าเป็นของกัมพูชาอย่างสมบูรณ์
พรรคการเมืองนี้ ยังเตือนรัฐบาลไทยด้วยว่า ระวังปัญหาแบบจังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกลามไปยังจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกแห่ง
คำแถลงดังกล่าวนับเป็นการแสดงท่าทีต่อปัญหาที่ชายแดนด้านพระวิหารเป็นครั้งแรก โดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดในประเทศ และยังระบุว่า สาเหตุใหญ่ของปัญหากับการเผชิญหน้าทางทหารขณะนี้ เกิดจากการที่รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนซน ไปร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมฉบับหนึ่งกับรัฐบาลไทย
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคสมรังสี ซึ่งมีทั้งหมด 10 คนเศษ ได้เข้าชื่อกันในท้ายคำแถลงฉบับดังกล่าว เรียกร้องไปยังชาวขะแมร์ที่อาศัยอยู่ใน “จังหวัดของกัมพูชาในอดีต เช่น สุรินทร์และ ศรีสะเกษ” ให้ร่วมกันต่อสู้เรียกร้อง และ “สั่งสอน” รัฐบาล นักการเมืองและกองทัพไทยให้เคารพต่ออธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของกัมพูชาในปัจจุบัน
คำแถลงยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเคารพความจริงทางประวัติศาสตร์ และ “หยุดยั้งมิให้ปัญหาในจังหวัดภาคใต้ของไทยแผ่ลามไปยังจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”
ปัจจุบันพรรคการเมืองต่างๆ ในกัมพูชา กำลังหาเสียงอย่างเผ็ดร้อน สำหรับการเลือกตั้งวันที่ 27 ก.ค.ศกนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ เชื่อว่า พรรคประชาชนกัมพูชาของสมเด็จฯ ฮุนเซน จะมีชัยอย่างท่วมท้น บริหารประเทศต่อไปอีก 5 ปี

ภาพถ่ายวันที่ 11 ก.ค.2551 ผู้สนับสนุนพรรคสมรังสีใน จ.กันดาล ไปให้กำลังใจขณะที่ผู้นำพรรคยกพลไปปราศัยหาเสียงเลือกตั้ง(ภาพ: Reuters)
คำแถลงของพรรคฝ่ายค้านที่ออกมาเมื่อวันเสาร์ได้เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วนฟ้องร้องต่อสหประชาชาติ โดยระบุว่า การรุกล้ำเขตแดนที่ตกเป็นของกัมพูชาตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี 1904 และ 1907 กับคำพิพากษาของศาลระหว่างประเทศวันที่ 15 มิ.ย.2505 ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
พรรคสมรังสี ระบุว่า ฝ่ายแถลงการณ์ร่วมที่ลงนามกันในวันที่ 18 มิ.ย.2551 นั้น รัฐบาลไทยไม่ได้นำเข้าขออนุมัติจากรัฐสภา และศาลในประเทศไทย ได้ชี้ว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาก็ไม่ได้นำแถลงการณ์ร่วมฉบับดังกล่าวเข้าเสนอสู่การพิจารณาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเช่นเดียวกัน
พรรคสมรังสี ยังเรียกร้องให้รัฐบาลให้ขวัญกำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติงานอยู่ชายแดน พิจารณาปรับเลื่อนยศชั้นแก่บรรดาทหาร โดยไม่มีระบบเส้นสาย หรือรับส่วยสินบน เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติการสู้รบอย่างกล้าหาญในการปกป้องเอกราชอธิปไตยของชาติ
ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085149
เขมรอ้อนมหามิตรเชิญแค่ 4 ชาติไปดูพระวิหาร ខែ កក្កដា 21, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.add a comment

ทูตทหารเวียดนามประจำกัมพูชา พ.อ.เหวียนแองยวุ๋ง (Nguyen Anh Dung) กับทูตทหารจีนประจำกัมพูชา พ.อ.หวังซิงผิง (Wang Xing Ping) กับ พ.ต.คริสโตเฟอร์ มิลส์ (Christopher Mills)ทูตทหารบกสหรัฐฯ ๆได้รับเชิญไปที่ประสาทพระวิหารเมื่อวันเสาร์ (19 ก.ค.) นี้ เพื่อดูสถานการณ์ที่ชายแดน หลังเกิดความตึงเครียดทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา สถานทูตฝรั่งเศสได้รับเชิญให้ร่วมเดินทางครั้งนี้ด้วย (ภาพ: AFP)
ผู้จัดการออนไลน์ — ทางการกัมพูชาเชิญเจ้าหน้าที่สถานทูต 4 ประเทศ ไปดูสถานการณ์ที่ปราสาทพระวิหาร เมื่อวันเสาร์ (19 ก.ค.) นี้ ซึ่งล้วนเป็นมิตรประเทศใกล้ชิดที่สุด มีผลประโยชน์มากที่สุดในกัมพูชา นอกจากนั้น 3 ประเทศยังเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อีก 1 ประเทศ เป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงฯ ในปีนี้
เจ้าหน้าที่ทั้งหมดซึ่งเป็นทูตทหาร หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลาโหมจากสถานทูตสหรัฐฯ จีน ฝรั่งเศสและเวียดนาม เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์จากกรุงพนมเปญ ถึงปราสาทพระวิหารในตอนสาย และใช้เวลานานนับชั่วโมงในการเยี่ยมชมบริเวณปราสาท รวมทั้งเขตวัดที่ทหารไทยกับทหารกัมพูชาอยู่ที่นั่น
เจ้าหน้าที่สถานทูตของทั้ง 4 ชาติ ได้รับฟังบรรยายสรุปจากเจ้าหน้าที่ทางการกัมพูชา รวมทั้งแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว โดยมิได้ยึดแนวสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนตามหลักสากล
สหรัฐฯ จีน และ ฝรั่งเศส เป็นประเทศสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ขณะที่เวียดนามซึ่งเป็นสมาชิกประเภทหมุนเวียนของกำลังทำหน้าที่เป็นประเทศประธานของ UNSC ซึ่งเริ่มในเดือนนี้
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นในขณะที่เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำองค์การสหประชาชาติได้ร้องขอให้องค์การระหว่างประเทศแห่งนี้ เข้าแทรกแซงความขัดแย้งกับประเทศไทยเกี่ยวกับพรมแดนด้านเขาพระวิหาร

ทูตทหารบกสหรัฐฯ พ.ต.คริสโตเฟอร์ มิลส์ มองดูทหารไทยที่ประจำการใกล้บริเวณวัดที่ตั้งอยู่บนเนินไม่ไกลจากปราสาทพระวิหาร ทหารไทยราว 500 ประจำการอยู่ที่นั่นกับอาณาบริเวณโดยรอบ ประจัญหน้ากับทหารเขมรกว่า 1,000 คน แต่ไม่มีเหตุความรุนแรงใดๆ ใน 5 วันที่ผ่านมา(ภาพ: AFP)

ภาพถ่ายวันเสาร์ (19 ก.ค.) ทหารพรานของไทยยังคงเสริมกำลังเข้าไปในเขตชายแดนติดกับกัมพูชาขณะที่การประจัญหน้ากับทหารกัมพูชากว่า 1,000 คนดำเนินมาเป็นวันที่ห้า (ภาพ: AFP)

ภาพนี้ถ่ายวันที่ 18 ก.ค.เช่นเดียวกัน ทหารชุดดำของไทยหมวดนี้สะพาย AK47 (อาร์ก้า) ชนิดเดียวกับที่ทหารกัมพูชาใช้ เพียงแต่ว่าดูสภาพใหม่กว่า ทั้งหมดกำลังมุ่งหน้าไปที่วัดเพียง 1 วันก่อนทูตทหารจาก 4 ประเทศจะไปที่นั่น (ภาพ: Reuters)
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ มีขึ้นในขณะที่สื่อในกัมพูชา รายงานว่า ทหารกัมพูชาราว 1,200 คน กำลังเผชิญหน้ากับทหารไทยราว 500 คน ที่มีอาวุธหนักสนับสนุน
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานตรงกันว่า วันนี้เป็นแรกที่ได้เห็นฝ่ายไทยติดตั้งปืนกลหนักในบริเวณใกล้ๆ กับเขตแดนพิพาท ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ในวันเสาร์นี้รถบรรทุกได้นำทหารเสริมกำลังทหารไทยเข้าไปในอาณาบริเวณดังกล่าวอีกจำนวนหนึ่ง และยังเห็นรถอีกคันหนึ่งลากปืนใหญ่ไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการทหารของทั้งสองฝ่าย ได้พยายามอย่างอดทนที่จะไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าด้วยอาวุธ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงกัมพูชาและไทย นัดพบหารือกันในวันจันทร์ นี้ที่ จ.สระแก้ว เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาพิพาทเขตแดนโดยสันติวิธี
ตามรายงานของเอฟเอพี ทหารกัมพูชาที่ประจำในเขตเขาพระวิหารถูกสั่งห้ามมิให้ดื่มสุราทุกชนิด เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกับฝ่ายไทย
ทั้ง 4 ประเทศที่ได้รับเชิญไปตรวจสถานการณ์ในพื้นที่จริงเมื่อวันเสาร์นี้ ล้วนมีผลประโยชน์ในกัมพูชา

ภาพถ่ายวันศุกร์ 18 ก.ค.2551 “ ทหารชุดดำ” ของไทยยังคงเสริมกำลังขึ้นไปที่วัด ทหารเขมรมองดูอยู่ใกล้ๆ
ในช่วงปีสองปีมานี้ ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-กัมพูชา ได้รับการพัฒนารวดเร็วมาก สหรัฐฯ ได้งดการแซงชันทางทหาร และเริ่มให้ความช่วยเหลือด้านการป้องกันประเทศแก่กัมพูชาเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2540 เมื่อ นายฮุนเซน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ขณะนั้น ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลกรมพระนโรดมรณฤทธิ์
เรือรบจากกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐฯ ได้ไปแวะจอดที่เมืองสีหนุวิลล์ ในอ่าวไทยของกัมพูชาถึง 2 ครั้ง ต้นปีและปลายปีที่แล้ว กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ ยังคงเข้าไปทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในกัมพูชาเป็นระยะๆ
บริษัท เชฟรอนคอร์ป (Chevron Corp) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อันดับ 3 จากสหรัฐฯ กำลังสำรวจขุดเจาะก๊าซและน้ำมันในแปลงสัมปทานอ่าวไทยของกัมพูชา เดือน ก.พ.2548 เชฟรอนได้ประกาศการค้นพบน้ำมันดิบในบ่อเจาะทดสอบ 4 บ่อ จากทั้งหมด 6 บ่อ และกำลังเจาะทดสอบเพิ่มเติม
ปัจจุบันมีบริษัทน้ำมันจำนวน 13 บริษัท กำลังสำรวจหาน้ำมันดิบและก๊าซทั้งในแหล่งทางทะเลและแหล่งบนบกในกัมพูชา

แต่ภาพนี้ถ่ายวันที่ 17 ก.ค.2551 ทหารชุดดำของไทยติดอาวุธเพียบกำลังเดินลงเขาพระวิหาร เดินสวนกับทหารกัมพูชาคนหนึ่ง ที่ทหารไทยสะพายข้างหลังเป็นระเบิดแบบ “ เบ-40″ (B40) ที่ใช้ยิงจากท่อยิง หรือ ที่เรียกว่า RPG (Rocket-Propelled Granade)แบบเดียวกับที่ทหารกัมพูชาใช้ (ภาพ: Reuters)
เมื่อเดือนที่แล้ว สื่อในกัมพูชารายงานว่า บริษัท น้ำมันโตตาลออยล์ (TOTAL Oil) หรือ “โททัลออยล์” ของฝรั่งเศส กับ CNOOC (China National Offshore Oil Corporation) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่อันดับ 3 ของรัฐบาลจีนกำลังจะเซ็นสัญญาสำรวจขุดเจาะในประเทศนี้เป็นครั้งแรก
กลุ่มบริษัท Societe Concessionaire de l’Aeroport จากฝรั่งเศส เป็นผู้ได้รับสัมปทานการบริหารจัดการท่าอากาศยานนานาชาติทุกแห่งในกัมพูชาเป็นเวลา 30 ปี
ฝรั่งเศสซึ่งเคยปกครองดินแดนกัมพูชาในยุคอาณานิคมกำลังเข้าไปมีผลประโยชน์ในประเทศนี้มากขึ้นทุกที เช่นเดียวกันกับจีนและสหรัฐฯ
นอกจากกำลังจะเข้าลงทุนสำรวจน้ำมันและก๊าซแล้ว จีนกำลังสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ จำนวน 2 แห่งในเขต จ.เกาะกง ของกัมพูชา นักลงทุนจีนกำลังก่อสร้างเขตอุตสาหกรรมขึ้นทั้งใน จ.เกาะกง สีหนุวิลล์ และกรุงพนมเปญ คิดเป็นมูลค่าโครงการหลายพันล้านดอลลาร์
เมื่อปีที่แล้วจีนได้มอบเรือลาดตระเวนชายฝั่งให้แก่กัมพูชาอีกจำนวนหนึ่ง ตามพันธสัญญาที่จะช่วยจัดหาเรือประเภทนี้จำนวน 19 ลำ ให้แก่กองทัพเรือกัมพูชา เพื่อดูแลความมั่นคงปลอดภัยน่านน้ำอ่าวไทย

ทหารไทยบนรถบรรทุกที่ลากปืนใหญ่ 105 มม.เข้าสู่อาณาบริเวณดินแดนพระวิหาร รอยเตอร์บอกว่าเป็นวันแรกที่เห็นฝ่ายไทยเสริมอาวุธหนักเข้าไป (ภาพ: REUTERS)
สำหรับเวียดนามปลายปี 2521 ได้ส่งทหารนับแสนคนข้ามพรมแดนเข้าขับไล่รัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย (เขมรแดง) และยึดกรุงพนมเปญได้สำเร็จในเดือน ม.ค.2522 จากนั้นได้จัดตั้งรัฐบาลเฮงสัมริน-เจียซิม-ฮุนเซน ขึ้นมา ผู้นำเหล่านี้ยังคงกุมอำนาจสูงสุดในกัมพูชาตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันเวียดนามมีผลประโยชน์ในกัมพูชามหาศาล ทั้งด้านพลังงานและการปลูกพืชเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนยางพาราที่เวียดนามได้สัมปทานที่ดินในประเทศนี้นับล้านๆ ไร่
บริษัทปิโตรเวียดนาม ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทน้ำมันของรัฐบาล ก็กำลังแสวงหาโอกาสที่จะเข้าสำรวจขุดเจาะในแปลงสัมปทานของกัมพูชาเช่นเดียวกัน
เวียดนามเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีอุตสาหกรรมต่อเรือก้าวหน้า เมื่อปี 2549 ได้มอบเรือลาดตระเวนน่านน้ำแก่กัมพูชาจำนวน 2 ลำ
ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085005
ทหารไทย-เขมรหวิดซัดกันบนเขาพระวิหาร ខែ កក្កដា 21, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.add a comment

พล.จ.สเรย์ แด็ก (Srey Dek) ผู้บัญชาการทหารเขมร (ซ้าย) พูดคุยกับ พ.อ.ชัย ห้วยสูงเนิน ผบ.กองกำลังของฝ่ายไทย เมื่อวันศุกร์ (18 ก.ค.) นี้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฝ่ายไทยกล่าวว่าทหารขึ้นไปที่นั่นเพื่อป้องกันมิให้ผู้ประท้วงบุกขึ้นไป (ภาพ: AFP)ผู้จัดการออนไลน์– ทหารไทยกับทหารกัมพูชาเล็งปืนเข้าหากันในคืนวันพฤหัสบดี (17 ก.ค.) แต่ความตึงเครียดได้ลดลง หลังจากระดับผู้บังคับบัญชาพบหารือกันที่วัดแห่งหนึ่ง ตรงลาดเนินใกล้กับปราสาทพระวิหารซึ่งทหารไทยกับทหารกัมพูชาอยู่ที่นั่นมาเป็นวันที่สี่
ฝ่ายกัมพูชากล่าวว่าไทยได้เสริมทหารเข้าไปที่วัดอีกราว 100 คน เมื่อวันศุกร์ (18 ก.ค.) ทำให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นราว 500 คน เผชิญกับฝ่ายกัมพูชาที่มีราว 800 คน
ศาสตราจารย์ฮังโซ้ต (Hang Soth) ประธานองค์การแห่งชาติพระวิหารกล่าวว่า ทหารไทยอีก 109 นาย เข้าไปที่วัดอีกเมื่อวันศุกร์นี้ โดยเข้าประจำที่จุดใกล้ๆ กับทหารกัมพูชา
พ.อ.ชัย ห้วยสูงเนิน ผู้บัญชาการของฝ่ายไทยกล่าวว่า ทหารไทยไปที่นั่นเพื่อช่วยป้องกันมิให้ผู้ประท้วงจากฝั่งไทยขึ้นไปยังปราสาทพระวิหาร หลังจากมีผู้ประท้วงราว 4,000 คนได้พยายามขึ้นไปที่นั่นเมื่อวันพฤหัสบดี
” เราทุกคนต่างรักสันติ เราอยู่ที่นี่ เราไม่ได้ต้องการอะไรทั้งสิ้น เรามาเพื่อช่วยป้องกันในกรณีที่ผู้ประท้วงมาที่นี่” สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างคำกล่าวนายทหารของไทย
” เรามาเพื่อช่วยทหารกับประชาชนกัมพูชา ผมไม่คิดว่าพวกเราจะอยู่ที่นี่นาน”
ความตึงเครียดพุ่งขึ้นสูงเมื่อวันพฤหัสบดี ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่าทหารของสองฝ่ายได้เล็งปืนเข้าใส่กันในช่วงเวลาประมาณ 10 นาที เมื่อทหารกัมพูชาราว 50 คนเข้าไปในเขตวัด เพื่อคุ้มกันอาหารที่นำไปถวายพระ

ทหารไทยขึ้นไปที่วัดแห่งนั้นอีกโดยไม่เกรงกลัวอะไรเมื่อวันพฤหัสบดี ทหารเขมรยืนเฝ้าทางขึ้นได้แต่มอง แต่ตอนกลางคืนหวิดซัดกัน (ภาพ: AFP)

ฝ่ายกัมพูชาเสริมกำลังทหารไปที่วัดอีกเมื่อวันศุกร์นี้ จำนวนเพื่มขึ้นเป็นราว 800 นาย ขณะที่ทหารไทยที่นั่นมีประมาณ 500 (ภาพ: AFP)

ภาพถ่ายวันศุกร์ 18 ก.ค.2551 “ ทหารชุดดำ” ของไทยที่วัดใกล้กับปราสาทพระวิหาร คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาทหารกัมพูชาตกลงจะไปนอนนอกบริเวณวัด เพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้ากับทหารไทย

เช้าวันศุกร์นี้ทหารกัมพูชารับประทานมื้อเช้าร่วมกับทหารชุดดำของไทย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา (ภาพ: AFP)
“ ทหารของเรากับทหารไทยได้เล็งปืนเข้าใส่กัน ทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมพร้อม” พล.จ.เจีย แก้ว (Chea Keo) ผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายกัมพูชาที่เขาพระวิหารกล่าวกับเอเอฟพี
” หลังจากผู้บัญชาการของเรากับของไทยพูดคุยกันประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็แก้ปัญหาของเรไาด้หลังจากได้คุยกับผู้บัญชาการฝ่ายไทย”
นายพลผู้นี้กล่าวว่า ทหารกัมพูชาได้ยอมนอนนอกบริเวณวัดในยามกลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฝ่ายไทย
เมื่อวันพฤหัสบดีสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ส่งสารถึงนายกรัฐมนตรีของไทยชี้ว่า ความขัดแย้งได้ลุกลามและคุกคามสัมพันธ์ของสองประเทศ
โฆษกของฝ่ายกัมพูชานายฟาย สีฟาน (Phay Siphan) บอกกับผู้สื่อข่าวบนเขาพระวิหารว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน ไม่ต้องการเห็นเลือดไทยทหารหรือเลือดทหารเขมร นองที่นั่น
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสองประเทศกหำลังจะพบหารือกับในวันจันทร์นี้ เพื่อหาทางเลี่ยงการเผชิญหน้า.
ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084857
សាស្ត្រាចារ្យប្រវត្តិសាស្ត្រអធិប្បាយអំពីប្រាសាទព្រះវិហារ (ភាគ២) ខែ កក្កដា 21, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ប្រវត្តិសាស្ត្រ.add a comment
ដោយ មឿង ទុម
2008-07-18
ឯកសារប្រវត្តិសាស្រ្តខ្មែរជាច្រើន បានឲ្យដឹងថា ប្រាសាទព្រះវិហារបានស្ថាបនាឡើងដោយព្រះមហាក្សត្រខ្មែរ តាំងពី១ពាន់ឆ្នាំមុនមកម្ល៉េះ គឺកសាងឡើងនៅក្នុងដែនដីខ្មែរ ។
RFA Photo/Keo Nimol
ប្រាសាទព្រះវិហារនៅលើកំពូលភ្នំដងរែក នៃខេត្តព្រះវិហារ ព្រះរាជាណាចក្រកម្ពុជា។
បើតាមសៀវភៅប្រវត្តិសាស្រ្តខ្មែរមួយចំនួន ដែលក្នុងនោះមានសរសេរដោយលោក អាល់បែរ ឡឺបោននឺ និងលោក ក្លូដ ហ្សាក់ បានឲ្យដឹងថា ប្រាសាទព្រះវិហារត្រូវបានស្ថាបនាឡើងពីថ្ម ចាប់តាំងពីរជ្ជកាលព្រះបាទ សុរិយវរ្ម័នទី១ នៅពាក់កណ្តាលទីមួយនៃសតវត្សរ៍ទី១១ ។
ប្រាសាទព្រះវិហារ ត្រូវបានស្ថាបនាឡើង ក្នុងគ្រាដែលស្រុកខ្មែរមានផ្ទៃដីធំធេងលាតសន្ធឹងរហូតដល់ប្រទេសភូមា ខាងជើងទៅដល់ទីក្រុងវៀងច័ន្ទ ប្រទេសលាវ ។ ចំណែកប្រទេសថៃសព្វថ្ងៃ គឺពុំទាន់មានទេ ដីស្រុកថៃសព្វថ្ងៃ គឺជាដែនដីខ្មែរនាកាលណោះ ។ ហេតុនេះហើយ ទើបព្រះមហាក្សត្រខ្មែរសង់ប្រាសាទព្រះវិហារបែរទៅទិសខាងជើងដែលមានដីទំនាប ងាយធ្វើជណ្តើរឡើង ប្រសើរជាងទិសខាងត្បូង ដែលមានជញ្ជាំងភ្នំចោទខ្ពស់ពេក ។
លោកសាស្រ្តាចារ្យ ឃិន សុខ បង្រៀនប្រវត្តិសាស្រ្តខ្មែរ ថៃ លាវ និងភូមា មានប្រសាសន៍ថា បើគិតចាប់ពីដីទំនាប ពីផ្លូវឡើងទៅដល់ប្រាសាទដែលនៅលើកំពូលភ្នំខ្ពស់ជាងគេនោះ គឺគេត្រូវដើរឡើងតាមជណ្តើរជាច្រើនកាំ ដែលមានចម្ងាយទាំងអស់ ៨០៤ម៉ែត្រ ។
មុននឹងឡើងពីដីទំនាប ទៅដល់ប្រាង្គប្រាសាទលើកំពូលភ្នំ គេត្រូវឆ្លងកាត់ខ្លោងទ្វារ ៥ ។ ឡើងពីកាំទីមួយ ដើម្បីទៅដល់ខ្លោងទ្វារទីមួយ គេត្រូវឆ្លងកាត់ជណ្តើរ ១៥៩កាំ ដែលមានចម្ងាយ ៧៩ម៉ែត្រ ។ បន្តទៀត គេត្រូវដើរពីខ្លោងទ្វារទីមួយ តាមជណ្តើរដែលមានចម្ងាយ ២៥៥ម៉ែត្រ ទើបគេទៅដល់ខ្លោងទ្វារទី២ ។
នៅលើជាប់នឹងខ្លោងទ្វារទី២ គេមានធ្វើហោជាង ដែលមានគូររូបកូរសមុទ្រទឹកដោះ ។ ហើយនៅខាងឆ្វេងដៃមានស្រះមួយ ដែលមានទទឹង ១៨ម៉ែត្រនិងបណ្តោយ ៣៦ម៉ែត្រ ។ ស្រះនេះមានសារសំខាន់ណាស់ ព្រោះថា កាលពីពេលដែលព្រះមហាក្សត្រថៃ សព្វថ្ងៃគឺ ព្រះបាទ ភូមិផុន អាឌុល យ៉ាដេត ឡើងគ្រងរាជ្យនៅថ្ងៃទី៩ ខែមិថុនា ឆ្នាំ១៩៤៦ ថៃបានមកយកទឹកពីស្រះនេះទៅ ដើម្បីបំពេញពិធីអភិសេកព្រះមហាក្សត្រថៃ នៅឯទីក្រុងបាងកក ប្រទេសថៃ ។
លោកសាស្រ្តាចារ្យ ឃិន សុខ មានប្រសាសន៍បន្តអំពីទីតាំងភូមិសាស្រ្តនៃសំណង់ប្រាសាទព្រះវិហារ ដោយរាប់ចាប់ពីខ្លោងទ្វារទីពីរឡើងទៅ ៖ «ឥឡូវនេះ ចូលមកដល់ខ្លោងទ្វារទី២ ហើយឡើងមកទៀត ហើយចម្ងាយ ១៥០ម៉ែត្រ មានបោះគោលតាមផ្លូវហ្នឹងរហូត ។ នៅខាងឆ្វេងដៃដដែលហ្នឹង មានតួប្រាសាទតូចៗ ឡើងមកទៀតអ៊ីចឹងមក ១៥០ម៉ែត្រហ្នឹង បានមកដល់ខ្លោងទ្វារទី៣ៗ ហ្នឹងមានសិលាចារឹក ដែលនិយាយអំពីការកសាងប្រាសាទ គឺនៅក្នុងជំនាន់រជ្ជកាលព្រះបាទ សុរិយវរ្ម័នទី១ ប្រហែលជាទីកន្លែងអ្នកចូលទៅបួស គេឲ្យតាំងសីល គេឲ្យរៀនធម៌ នៅហ្នឹងចូលផុតពីខ្លោងទ្វារទីបីមកនេះ ។ នៅចន្លោះពីខ្លោងទ្វារទីបីនិងខ្លោងទ្វារទីបួន មានផ្លូវដើរ ប្រហែល ៤០ម៉ែត្រ ។ ផ្លូវដើរ ៤០ម៉ែត្រនេះឯង ដែលមានធ្វើជាខ្លួននាគ ដូចជាបង្កាន់ដៃ ហើយនិងបោះគោលតាមផ្លូវនេះឯង ។ យើងដើរតាមផ្លូវនាគហ្នឹងមក បានមកដល់ខ្លោងទ្វារទី៤ ។ មកដល់ខ្លោងទ្វារទី៤ ប្រាសាទហ្នឹងបែរមុខទៅទិសខាងជើង ។ នៅទិសខាងលិចឬក៏នៅស្តាំដៃហ្នឹង មានអគារមួយ នៅខាងឆ្វេងដៃអត់មានទេ ។អគារនេះឯងប្រហែលគេទុកឲ្យសម្រាប់ឥសីធំៗសំណាក់ឬក៏តាំងសីលនៅត្រង់កន្លែងហ្នឹង» ។
លោកសាស្រ្តាចារ្យ ឃិន សុខ បញ្ជាក់ថា ចម្ងាយពីខ្លោងទ្វារទី៤ ទៅដល់ខ្លោងទ្វារទី៥នោះ មានប្រមាណពី៤០ ទៅ៥០ម៉ែត្រ ។ គេត្រូវដើរឆ្លងខ្លោងទ្វារទី៥នេះ ទើបទៅដល់ប្រាង្គប្រាសាទចុងក្រោយបង្អស់ ដែលស្ថិតនៅលើកំពូលភ្នំខ្ពស់ជាងគេ ។ ទីតាំងដែលធ្វើប្រាសាទនៅលើកំពូលភ្នំខ្ពស់ជាងគេនោះ មានកំពស់ ៥២៥ម៉ែត្រ ៖ «ប្រាសាទនេះមិនជាធំប៉ុន្មានទេ មិនជាធំហ្នឹង គឺមិនបានដល់ប្រាសាទនៅភ្នំជីសូរ នៅខេត្តតាកែវផង ។ កន្លែងនេះឯង គឺជាកន្លែងដែលប្រហែលគេដាក់លិង្គ ដែលគេថា ជាអាទិទេពប្រចាំប្រាសាទព្រះវិហារ បើយើងគិតតែតួប្រាសាទធំចុងក្រោយនេះ គឺមានទំហំ ៣៥ម៉ែត្រគុណនឹង ៤៥ម៉ែត្រ តែប៉ុណ្ណោះ ហើយបើយើងដើរទៅខាងក្រោយប្រាសាទហ្នឹង ប្រយ័ត្នព្រោះហ្នឹងដល់ចុងភ្នំហើយ គឺកន្លែងដែលចោទហើយ ផុតត្រឹមប៉ុណ្ណឹង ។ ដូច្នេះចុងខាងក្រោយនេះឯង ប្រហែលជាគេទុកលិង្គអាទិទេព ឈ្មោះ ស្រីសិខៈ រិស្វារៈ នោះ ។ មកដល់ឆ្នាំ២០០៨ នេះ មានបាត់បង់ក៏ច្រើន បាក់បែកក៏ច្រើន អ្វីដែលនៅឃើញសល់សព្វថ្ងៃនេះ យើងមើលទៅតាំងពីក្បាច់ចម្លាក់ គួរឲ្យស្រលាញ់ជាទីបំផុត ពីព្រោះស្អាតណាស់ ធ្វើហ្នឹង ធ្វើល្អខ្លាំងណាស់» ។
លោកសាស្រ្តាចារ្យបញ្ជាក់ថា ប្រវត្តិនៃការកសាងប្រាសាទព្រះវិហារ មាននៅលើសិលាចារឹកខ្មែរ នៅឯប្រាសាទបាពួន ក្នុងខេត្តសៀមរាប គឺកាលេខ ៥៨៣ ៖ «អ្នកដែលសរសេរសិលាចារឹកហ្នឹង ឈ្មោះហរិ វាហៈ នៅក្នុងរជ្ជកាលព្រះបាទរាជិន្រ្ទវរ័ន្ម គ្រិស្តសករាជ ៩៤៤ ដល់ ៩៦៨ ។ គេសរសេរជាភាសាសំស្រ្កឹតនិងជាភាសាខ្មែរ ។ គេសរសេរថា មានព្រះអង្គម្ចាស់មួយអង្គព្រះនាម ឥន្រ្ទាយុទ្ធ លោកបានយកលិង្គមួយ ឈ្មោះស្រីសិខៈ រិស្វារៈ មកតាំងមកប្រតិស្ឋនៅទីនេះៗគឺប្រាសាទព្រះវិហារនេះឯង ។ តើព្រះអង្គម្ចាស់ ឥន្រ្ទាយុទ្ធ គឺជាព្រះរាជបុត្រានៃព្រះបាទជយវរ្ម័នទី២ គឺលោកសោយរាជ្យនៅពាក់កណ្តាលទី១ នៃសតវត្សរ៍ទី៩ ។ ខ្ញុំអធិប្បាយទាំងអស់នេះ ខ្ញុំអត់មានបន្ថែមទេ ខ្ញុំស្រង់សេចក្តីទាំងអស់ ដូចខ្ញុំជម្រាបបន្តិចម្តងៗនោះ ។ គេសរសេរថា ព្រះអង្គលោកខ្លាំងពូកែខ្លាំងណាស់ ។ លោកមានមហិទ្ធឫទ្ធិ ទៅច្បាំងជាមួយនឹងស្តេចចាម ហើយចាប់ស្តេចចាមនោះបានទៀត ។ ចំពោះសេចក្តីសិលាចារឹកនេះ អ្នកប្រាជ្ញខាងប្រវត្តិសាស្ត្រគិតថា មិនមានសិលាចារឹកឯណាទៀត និយាយពីចម្បាំងទៅចាប់ស្តេចចាមនោះទេ ក៏ប៉ុន្តែស្តេចដែលលោកចាប់បាននោះ ប្រហែលជាមិនមែនជាស្តេចចាម ដែលត្រួតប្រទេសចាមទាំងមូលនោះទេ ។ ប្រហែលជាស្តេចអង្គតូចមួយ ដែលត្រួតនៅនគរមួយ ដែលមានព្រំប្រទល់នៅជាប់នឹងប្រទេសខ្មែរ» ៕
ប្រភព៖ http://www.rfa.org/khmer/preah-vihear-history2-07172008051150.html