ប្រជាជនស្ងប់ចិត្តក្រោយប្រាសាទចុះបញ្ជី ខែ កក្កដា 11, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព័ត៌មាន.add a comment

ប្រភព៖ www.everyday.com.kh
Cambodia: Former King Denounces Thai Claims To 11th Century Temple As ‘Absolutely False’ ខែ កក្កដា 11, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in News.add a comment
PHNOM PENH, CAMBODIA: Cambodia’s former king dismissed any Thai claim to an 11th century temple on the border as baseless, weighing in on a dispute that has soured relations between the neighbors and fueled anti-government protests in Thailand.
Preah Vihear temple was declared a UNESCO World Heritage Site this week, reopening a long-standing disagreement between Phnom Penh and Bangkok over which country owns the land that surrounds it.
Former King Norodom Sihanouk said in a handwritten note posted on his Web site Friday (11 July) that any Thai claims to the temple were “ absolutely false.”
He accused the Thais of causing “ unmerited and anachronistic problems” for Cambodia “ rather than concentrating on developing harmonious, friendly and fruitful relations” between the two countries.
Sihanouk said that some Thais are ignoring historic facts that prove that the “ mountain and the temple of Preah Vihear are 100% Cambodia and belong to Cambodia 100%.”
In 1962, the International Court of Justice awarded the temple and the land it occupies to Cambodia, a decision that still rankles Thais even though the temple is culturally Cambodian, sharing the Hindu-influenced style of the more famous Angkor Wat in northwestern Cambodia.
“ Thanks to Khmer kings and the Khmer Empire _ the Angkorian Empire in particular _ Thailand is actually very rich in temples and other Khmer monuments in the style of Angkor,” the former king said.
Thailand’s Foreign Minister Noppadon Pattama resigned Thursday (10 July) after the Constitutional Court ruled that he had overstepped his authority in supporting Cambodia’s application to have the temple classified as a World Heritage Site. UNESCO added the temple to its list of landmarks on Monday (7 July).
Some political opponents have charged that the government of Prime Minister Samak Sundaravej deliberately bypassed Parliament and backed the bid in exchange for business concessions from Cambodia for toppled Prime Minister Thaksin Shinawatra and other Samak cronies.
Thaksin, who was ousted in a 2006 military coup, led a group of Thai, British and Dubai businessmen to Cambodia in late May to discuss several investment projects, including the construction of a new city.
But at a recent news conference, Cambodian Foreign Minister Hor Namhong dismissed suggestions that the business trip was linked to the Preah Vihear issue.
As Cambodians celebrate the recognition for the temple, a small group of Thais continue to protest, demanding the eviction of Cambodians living on land near the temple. (By KER MUNTHIT/ AP)
សម្ដេចឪបញ្ជាក់ពីប្រាសាទព្រះវិហារស្ថិតក្នុងទឹកដីខ្មែរ ខែ កក្កដា 11, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព័ត៌មាន.add a comment
ប្រជាជនថៃមួយក្រុមគំរាមឡើងកាន់កាប់ប្រាសាទព្រះវិហារ ខែ កក្កដា 11, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព័ត៌មាន.add a comment
មេបក្សប្រឆាំងថៃស្នើរដ្ឋមន្ត្រីការបរទេសថ្មីដកការគាំទ្រសេចក្ដីថ្លែងការណ៍រួមថៃ-កម្ពុជា ខែ កក្កដា 11, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព័ត៌មាន.add a comment
រដ្ឋមន្ត្រីការបរទេសថៃលាលែងវិបត្តិនយោបាយនៃថៃដែលគេផ្សារភ្ជាប់នឹងករណីប្រាសាទព្រះវិហារ ខែ កក្កដា 11, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព័ត៌មាន.add a comment

រដ្ឋមន្ត្រីការបរទេសថៃ ណុប ប៉ាដុន ដែលលាលែង



ប្រភព៖ http://www.kohsantepheapdaily.com.kh/khmer/thai11_07.htm
អបអរសាទរនៅលើទឹកដីខេត្តព្រះវិហារនិងសៀមរាប ខែ កក្កដា 11, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព័ត៌មាន.add a comment

ពិធីហែក្បួនអបអរមុខប្រាសាទអង្គរ (រូបថត រាជក្រុង)



ឆៃយ៉ាំក្នុងពិធីអបអរសាទរនៅវត្តព្រះវិហារ (រូបថត វន្ថា)

ប្រភព៖ http://www.kohsantepheapdaily.com.kh/khmer/sr11_07.htm
ថៃមួយក្រុមគំរាមថានឹងយកប្រាសាទព្រះវិហារក្នុងរយៈពេលមួយខែ ខែ កក្កដា 11, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព័ត៌មាន.3 comments
ដោយ ជា មករា
2008-07-10
សារព័ត៌មានថៃមួយឈ្មោះ The Nation បានសរសេរថាក្រុមប្រជាពលរដ្ឋថៃមួយក្រុមដែលរស់នៅក្នុងខេត្តស៊ីសាកេត បានគំរាមថានឹងយកប្រាសាទព្រះវិហារក្នុងរយៈពេលមួយខែ ដើម្បីបង្ហាញពីកំហឹងរបស់ពួកគេចំពោះការដែលប្រាសាទព្រះវិហារត្រូវបានចុះក្នុងបញ្ជីបេតិកភណ្ឌពិភពលោកនោះ ។
Photo courtesy of Tharum Bun, http://tharum.info
អ្នកទេសចរដើរសួតាមជញ្ជាំងនៃប្រាសាទព្រះវិហារដែលស្ថិតនៅលើកំពូលភ្នំដងរែកនៃខេត្តព្រះវិហារ។
កាសែត The Nation បានសរសេរថាក្រុមប្រជាពលរដ្ឋដែលបានធ្វើការតវ៉ាជិតប្រាសាទព្រះវិហារកាលពីប៉ុន្មានសប្ដាហ៍មុន បានប្រកាសកាលពីថ្ងៃពុធ ទី៩ កក្កដា ថាពួកគេនឹងយកប្រាសាទព្រះវិហារ ប្រសិនណាបើអាជ្ញាធរមិននាំប្រជាពលរដ្ឋខ្មែរចំនួនប្រមាណ៥០០គ្រួសារចេញពីលំនៅដែលតាំងលើតំបន់ជម្លោះនោះទេ ។
ក្រុមប្រជាពលរដ្ឋនោះក៏បានអំពាវនាវឲ្យរដ្ឋាភិបាលថៃនិងកម្ពុជា ប្រញាប់កំណត់ព្រំដែនឲ្យបានឆាប់បំផុតក្នុងរយៈពេល៣០ថ្ងៃ ៕
ប្រភព៖ http://www.rfa.org/khmer/indepth/group-of-Thai-threaten-2take-over-PreahVihear-07112008000922.html
คำต่อคำ” นพดล ปัทมะ” แถลงลาออก ខែ កក្កដា 11, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.add a comment
“พี่น้องชาวไทยที่เคารพ กระผมภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทยและที่ได้เกิดมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กระผมมีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้รับ การพระราชทานทุนอานันทมหิดล ตั้งแต่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กระผมมุ่งมั่นทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และขยันขันแข็ง โดยมุ่งผลสำเร็จของงานเป็นที่ตั้ง การทำงานที่ผ่านมา 5 เดือนเศษของกระทรวงการต่าง ประเทศ กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทยได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการต่างประเทศ โดยดำเนินการทูตเชิงรุก การทูตที่รวดเร็ว เราได้เร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของไทยในเวทีโลกกลับคืนมา หลังจากที่ได้สูญเสียไปในการยึดอำนาจใน ปี 2549 จนความเชื่อถือจากประเทศพันธมิตรที่สำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหภาพยุโรปกลับคืนมาได้สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศที่มี พรมแดนติดกับประเทศไทย ไม่ว่า ลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย จนความสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้ดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เราได้ทำหน้าที่บทบาทของไทยในเวทีโลกมีความโดดเด่นและได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะเป็นผู้นำในการให้ความช่วยเหลือเหยื่อไซโคลนนาร์กีส ร่วมกับอาเซียนและสหประชาชาติ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมในการเป็นประธานประชุมอาเซียนในปลายเดือนนี้ ผมได้มุ่งเน้นการทูตเพื่อเศรษฐกิจ โดยหาโอกาสการค้าและการลงทุนให้กับคนไทย โดยใช้สถานทูตเป็นทัพหน้าของประเทศ ในการหาโอกาสการค้าและการลงทุน โดยจัดตั้งศูนย์ข้อมูลทางธุรกิจ ในสถานทูตไทยในจีน และสหภาพยุโรป โดยในการปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย ผมได้เตรียมจัดตั้งสถาบันหรือศูนย์ประชาไมตรีที่กรุงเทพฯ เพื่อให้คำแนะนำแก่คนไทยในด้านกฎหมาย เดินทางและการทำงานในต่างประเทศ
พี่น้องที่เคารพนอกจากงานที่ได้เริ่มรับใช้ประชาชนแล้ว ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชาที่เป็นปัญหาที่รัฐบาลที่ผ่านมาแก้ยังไม่สำเร็จ และตกทอดมายังรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งผมต้องเร่งแก้ไขให้ได้ เพราะคำขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชาที่ยื่นในปี 2549 นั้น รวมผนวกเอาพื้นที่ที่ไทยอ้างอธิปไตย หรือที่เรียกว่า พื้นที่ทับซ้อน ถ้าหากมีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารที่ผ่านมารวมเอาพื้นที่ทับซ้อนเข้าไปด้วย ย่อมสุ่มเสี่ยงที่ไทยจะเสียอธิปไตยในพื้นที่ดังกล่าว เพราะกระทรวงการต่างประเทศได้ประเมินแล้วว่า คณะกรรมการ มรดกโลกคงไม่ยอมให้เลื่อนการพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 ที่แคนาดา ในระหว่างวันที่ 2-10 ก.ค.ที่ผ่านมา เพราะที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเคยมีมติการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ว่า เห็นชอบในหลักการว่า ปราสาทพระวิหารควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก รวมทั้งไทยและกัมพูชา ได้เห็นพ้องกันว่า กัมพูชาจะเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 ของคณะกรรมการมรดกโลกในปี 2551 ซึ่งท้ายที่สุดการประเมินของกระทรวงการต่างประเทศถูกต้อง ในการประชุมที่แคนาดา แม้ว่าเราจะพยายามขอเลื่อนไปอย่างใดก็ตาม คณะกรรมการมรดกโลกก็ไม่เลื่อนมีมติขึ้นทะเบียนตัวปราสาทพระวิหาร
ผมขอย้ำอีกครั้งว่าการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศนั้น ได้ดำเนินการอย่างแข็งขันในการปกป้องไม่ให้ประเทศไทยเสียดินแดนและอธิปไตยเพราะได้พยายามสกัดกั้นไม่ให้กัมพูชารุกล้ำและรวมเอาพื้นที่ทับซ้อนเข้าไปขึ้นทะเบียนด้วย และผมได้ดำเนินการอย่างโปร่งใสตามขั้นตอน เพราะมีการหารือและร่วมเจรจากับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ กรมเอเชียตะวันออก กรมสนธิสัญญาและกฎหมายและกรมแผนที่ทหาร อีกทั้ง การดำเนินการไม่ได้เร่งรีบ แต่เป็นไปตามขั้นตอนหลังจากที่มีการหารือกับเพื่อนข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศแล้วก็ได้นำเสนอเรื่องเข้าสู่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีรัฐมนตรีหลายกระทรวงและมี ผบ.เหล่าทัพ และเลขาธิ การสภาความมั่นคงแห่งชาติเข้าร่วมประชุมด้วย และต่อมาได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี และเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ผมจึงได้ไปลงนาม ในนามของรัฐบาล
ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าการดำเนินการมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีการแลกผลประโยชน์กันนั้น เป็นเท็จทั้งสิ้นเพราะจะเห็นได้ว่า ในการประชุมครั้งที่ 32 ที่แคนาดา วันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา แม้เราจะคัดค้านและเจรจาอย่างหนักกระทรวงการต่างประเทศและคณะกรรมการมรดกโลกของไทย คือ คุณปองพล อดิเรกสาร กัมพูชาก็สามารถขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารได้เพราะคุณสมบัติของตัวปราสาทของกัมพูชาเอง ไม่ใช่เพราะการสนับสนุนของไทย หรือไม่ใช่เพราะคำแถลงการณ์ร่วม เพราะเราได้ขอไม่ให้นำคำแถลงการณ์ร่วมเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมครั้งที่ 32 ดังที่เพื่อนสื่อมวลชนได้ทราบอย่างดีแล้ว
นอกจากนั้น ผมยังได้แถลงปฏิเสธเอกสารและแผนผังของกัมพูชา ประท้วงไม่ให้คณะกรรมการมรดกโลกนำแถลงการณ์ร่วมมาประกอบการพิจารณา และยังได้ยืนยันการสงวนสิทธิของไทยที่ระบุในหนังสือของ พ.อ.ถนัด คอมันตร์ อดีต รมว.ต่างประเทศ ที่ส่งถึงเลขาธิการสหประชาชาติ ในปี 2505 อีกด้วย
พี่น้องที่เคารพครับ สื่อมวลชนที่รัก สิ่งที่เพื่อนข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศและกรมแผนที่ทหาร ตลอดจนสภาความมั่นคงแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีได้ดำเนินการด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน แต่ในทางตรงข้าม เป็นการปกป้องดินแดนและอธิปไตยของไทย
เราได้ทำดีที่สุดแล้ว แต่สิ่งที่น่าเสียดายและน่าเสียใจก็คือมีการนำการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารมาปลุกเร้ากระแสชาตินิยมจนเกินสมควร และทำเป็นประเด็นเพื่อหวังผลทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและความถูกต้อง ผมอยากจะเห็นคนไทยรักกันครับ และผมอยากจะเห็นคนไทยรักเพื่อนบ้าน เพราะความมั่งคั่งมั่นคงของเพื่อนบ้านคือความมั่งคั่งมั่นคงของไทย ประเทศไทยยิ่งใหญ่พอที่จะสามารถชื่นชมความสำเร็จของประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วยความเต็มใจ
ในส่วนที่เกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับคำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกัมพูชาที่ออกมาในวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมเคารพในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาลงวันที่ 18 มิ.ย. 2551 เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 50 แต่คำวินิจฉัยนี้เป็นคำวินิจฉัยที่จะเป็นกรณีศึกษาที่นักนิติศาสตร์ นักกฎหมาย และผู้สนใจจะสนใจใช้ศึกษา และพิจารณาต่อไปอย่างกว้างขวาง กระผมขอกราบเรียนแต่เพียงว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการตามความเห็นของกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ และข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศมาโดยตลอดและไม่มีใครจงใจกระทำการผิดกฎหมาย
พี่น้องที่เคารพครับ ในเมื่อประเด็นปราสาทพระวิหารนั้นถูกนำมาเป็นประเด็นการเมืองทั้งในสภาและนอกสภา และมีกลุ่มบุคคลไม่หวังดีนำประเด็นดังกล่าวไปรังแกระรานพี่สาวของผมที่จังหวัดนครราชสีมา ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ครับไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไม่มีทางสู้จนชาวบ้านต้องออกมาช่วย มีการนำประเด็นนี้มาปลุกเร้าความเกลียดชังและแตกแยกของคนในชาติระหว่างไทยและกัมพูชา ผมมั่นใจครับเมื่อควันและฝุ่นจางลงความจริงจะปรากฏขึ้นชัดเจนเมื่อเหตุผลเข้ามาแทนที่อารมณ์ เวลาจะตัดสินสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศและกระผมได้ทำไปว่าพวกเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อปกป้องดินแดนและประโยชน์ของไทยครับ
พี่น้องชาวไทยครับ ผมไม่ได้ขายชาติ ผมรักชาติเท่ากับคนไทยทุกคน กระผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่ากระผมไม่ได้ทำให้ประเทศเสียหาย รัฐบาลอยากให้เอาเวลาไปแก้ไขปัญหาบ้านเมืองและความเดือดร้อนประชาชนแทนที่จะเสียเวลาแก้ไขปัญหาการเมือง ทั้งนี้เพื่อให้ความทุกข์ยากของประชาชนได้รับการแก้ไข ผมอยากเห็นความปรองดองสมานฉันท์ของทุกภาคส่วนเพื่อให้ประเทศที่เป็นที่รักของเราได้เดินหน้าต่อไป เพราะบ้านเมืองของเรามีความสำคัญกว่าตำแหน่งทางการเมืองของผม และแม้ว่าผมขอย้ำนะครับ และแม้ว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิดก็ตามแต่ผมขอแสดงสปิริตและความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 2551 เป็นต้นไป
ผมขอกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เพื่อนข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทหารในกรมแผนที่ทหาร ท่านผบ.ทบ.ในความเป็นมืออาชีพ และความกล้าหาญที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ในวันที่พายุทางอารมณ์พัดรุนแรงและกระแสการเมืองที่เชี่ยวกราก ขอให้พวกท่านเป็นหลักให้บ้านเมืองต่อไป ผมขอขอบคุณพี่น้อง เพื่อนประชาชนที่แสดงความเห็นใจผมในยามที่มรสุมทางการเมืองพัดกระหน่ำ มีบุคคลมากมายที่รักผมและให้กำลังใจผม โดยทางโทรศัพท์และส่งเอสเอ็มเอส ผมขอกราบขอบพระคุณเพื่อนสื่อมวลชนและคอลัมนิสต์หลายคนที่เขียนด้วยปัญญาและปราศจากอคติ ผมซาบซึ้งในความเป็นมนุษย์ของท่านที่ได้ให้แสงสว่างในคืนที่มืดมิด
ผมขอสัญญาครับว่าจะเป็นคนดีดังที่ผมเป็นมาและจะทำงานต่อไปเพื่อประชาชนเพื่อความถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อความจริง ผมจะทำงานต่อไปเพื่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และแม้จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อปกป้องความถูกต้องและหลักการ ผมก็พร้อมจะต่อสู้เพื่อประชาชนและประเทศชาติตลอดไป”
ทั้งนี้ รวมระยะเวลาที่นายนพดลดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.-14 ก.ค. 2551 รวม 5 เดือน 10 วัน.


