អង្គការ២ត្រៀមធ្វើបាតុកម្មអហិង្សាតវ៉ាពីបញ្ហាប្រាសាទព្រះវិហារ ខែ កក្កដា 4, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព័ត៌មាន.1 comment so far
ដោយ កែវ និមល
2008-07-03
អង្គការក្រៅរដ្ឋាភិបាលចំនួន២បានប្រកាសត្រៀមដឹកនាំបាតុកម្មអហិង្សាតវ៉ាមួយដោយមានការហែក្បួនមនុស្សចំនួន៣ពាន់នាក់ដើម្បីជូនញត្តិទៅស្ថានទូតថៃនៅក្រុងភ្នំពេញ ក្រោយពេលរដ្ឋាភិបាលថៃបានសម្រេចតាមតុលាការថៃដកសេចក្តីគាំទ្រចំពោះការស្នើដាក់បញ្ចូលបា្រសាទព្រះវិហារជាបេតិភណ្ឌពិភពលោក ។
ទង់ជាតិខ្មែរដោតលើប្រាសាទព្រះវិហារនៅលើកំពូលភ្នំដងរែក។
លោក រ៉ុង ឈុន ប្រធានសមាគមគ្រូបង្រៀនកម្ពុជាឯករាជ្យនិងជាតំណាងក្រុមប្រឹក្សាឃ្លាំមើលកម្ពុជាបានមានប្រសាសន៍នៅថ្ងៃទី៣ កក្កដានេះ ថាការដែលតំណាងរាជរដ្ឋាភិបាលបានគូសផែនទីថ្មីដើម្បីដាក់ជូន UNESCO ភ្ជាប់ជាមួយឯកសារសុំដាក់ព្រះវិហារជាបេតិកភណ្ឌពិភពលោកនោះវាអាចឲ្យកម្ពុជាបាត់បង់ទឹកដីមួយចំនួន ។
លោក រ៉ុង ឈុន បានឲ្យដឹងថា ៖ «សាលក្រមតុលាការអន្តរជាតិនៅក្រុងឡាអេនៅឆ្នាំ១៩៦២ ដែលឯកសារតម្កល់នៅទីហ្នឹងស្រាប់ យើងគិតថាវាគ្រប់គ្រាន់សម្រាប់ការបញ្ចូលប្រាសាទព្រះវិហារទៅក្នុងបេតិកភណ្ឌអន្តរជាតិនោះ វាគ្រប់គ្រាន់ហើយយើងមិនចាំបាច់សុំការគាំទ្រឬការទទួលស្គាល់ពីភាគីថៃនោះទេ» ។
ទាក់ទងជាមួយការរៀបចំបាតុកម្មអហិង្សានោះវិញ ក្រុមប្រឹក្សាឃ្លាំមើលកម្ពុជាមិនទាន់បានកំណត់ពេលវេលានិងចំនួនមនុស្សនៅឡើយទេ ៖ «យើងនឹងធ្វើការទាមទារដោយអហិង្សា ប៉ុន្តែយើងនឹងតាមឃ្លាំមើលនិងអង្កេតបើសិនជាភាគីថៃនៅតែមានមហ្ចិចតាប៉ុនប៉ងនិងរំលោភបន្តបន្ទាប់មកទៀត ក្រុមប្រឹក្សាឃ្លាំមើលនិងដឹកនាំធ្វើមហាបាតុកម្មអហិង្សាមួយ» ។
ទាក់ទងជាមួយការរៀបចំបាតុកម្មនេះដែរប្រធានអង្គការក្រៅរដ្ឋាភិបាលមួយឈ្មោះមជ្ឈមណ្ឌលវប្បធម៌ជាតិនិងសីលធម៌សង្គម បាននិយាយប្រាប់កាសែតក្នុងស្រុកមួយឈ្មោះរស្មីកម្ពុជាថា លោកមានគម្រោងរៀបចំបាតុកម្មមួយដែលមានមនុស្សចំនួន៣ពាន់នាក់ចូលរួមដោយហែជាក្បួនពីវិមានឯករាជ្យទៅស្ថានទូតថៃ ដើម្បីប្រគល់ញត្តិគាំទ្រការដាក់ប្រាសាទព្រះវិហារជាបេតិកភណ្ឌពិភពលោក ។ តែមុននឹងរៀបចំបាតុកម្មនោះលោកនឹងសុំការអនុញ្ញាតពីសាលាក្រុងភ្នំពេញជាមុនសិន ។
កាលពីថ្ងៃទី២ កក្កដាកន្លងមកនេះ រដ្ឋាភិបាលថៃបានផ្ញើលិខិតផ្លូវការមួយច្បាប់មករដ្ឋាភិបាលកម្ពុជាចាត់ទុកជាមោឃៈចំពោះសេចក្តីប្រកាសរួមថៃកម្ពុជា ដែលបានព្រមព្រៀងគ្នាកាលពីថ្ងៃទី១៨ មិថុនា ថាដាក់ប្រាសាទព្រះវិហារជាបេតិកភណ្ឌពិភពលោក ។ ការសម្រេចរបស់រដ្ឋាភិបាលថៃនេះបានកើតមានឡើងក្រោយពេលតុលាការរដ្ឋបាលរបស់ថៃបានតម្រូវឲ្យរដ្ឋាភិបាលថៃព្យួរការប្រកាសរួមនោះ ។
កាលពីថ្ងៃទី២ កក្កដាកន្លងមកនេះ រដ្ឋមន្ត្រីក្រសួងការបរទេសថៃ លោក នុបប៉ាឌុល បាត់តាម៉ា បានធ្វើសន្និសីទកាសែតមួយនៅក្រុងបាងកកប្រកាសសេចក្តីសម្រេចចិត្តរបស់រដ្ឋាភិបាលថៃ ។
សូមជម្រាបថាបច្ចុប្បន្ននេះប្រាសាទព្រះវិហារដែលនៅក្នុងដីខ្មែរនោះបានបិទមិនឲ្យមានភ្ញៀវទេសចរណ៍ចេញចូលមកទស្សនាប្រាសាទតទៅទៀតឡើយ ៕
ប្រភព៖ http://www.rfa.org/khmer/indepth/2NGOs-2protest-about-PreahVihear-issue-07032008081739.html
ថៃដកការគាំទ្រចំពោះសំណើរបស់កម្ពុជាស្ដីពីប្រាសាទព្រះវិហារ ខែ កក្កដា 4, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព័ត៌មាន.add a comment
ដោយ កេសរណ្ណីយ្យា
2008-07-03
រដ្ឋមន្រ្តីការបរទេសថៃ លោក ណុបផាដុន ប៉ាត់តៈម៉ា (Noppadon Pattama) បានថ្លែងថា ប្រទេសថៃ បានប្រកាសដកការគាំទ្ររបស់ខ្លួន ចំពោះសេចក្តីស្នើរបស់កម្ពុជា ក្នុងការដាក់បញ្ចូលប្រាសាទព្រះវិហារជាបេតិកភណ្ឌពិភពលោក ។
ប្រាសាទព្រះវិហារ នៅលើភ្នំដងរែកនៃខេត្តព្រះវិហារ។
យោងតាមកាសែតថៃ The Nation លោករដ្ឋមន្ត្រីរូបនេះ បានថ្លែងបង្ហាញអំពីជំហររបស់រដ្ឋាភិបាលថៃយ៉ាងដូច្នេះ នៅក្នុងសន្និសីទកាសែត កាលពីថ្ងៃពុធ ម្សិលមិញនេះ បន្ទាប់ពីតុលាការថៃ បានចេញអធិបញ្ជាឲ្យរដ្ឋាភិបាលថៃ ផ្អាករាល់សកម្មភាពទាំងឡាយណា ដែលទាក់ទងនឹងបញ្ហាប្រាសាទព្រះវិហារនេះ ។
លោករដ្ឋមន្រ្តី ណុបផាដុន ប៉ាត់តៈម៉ា ដែលនឹងទៅចូលរួមកិច្ចប្រជុំរបស់អង្គការយូណេស្កូ ដែលនឹងផ្តើមធ្វើនៅទីក្រុងកេបិក ប្រទេសកាណាដា ចាប់ពីថ្ងៃទី២ កក្កដាទៅ បានបញ្ជាក់ថា យូណេស្កូ នឹងពិនិត្យមើលរបៀបវារៈស្តីពីបញ្ជីបេតិកភណ្ឌពិភពលោក នៅចុងសប្តាហ៍នេះ ឬដើមសប្តាហ៍ក្រោយ ។
ប៉ុន្តែ គេនៅមិនទាន់ដឹងច្បាស់នៅឡើយទេ ថាតើការប្តូរជំហររបស់រដ្ឋាភិបាលថៃ ពីគាំទ្រមកប្រឆាំងវិញនេះ នឹងបណ្តាលឲ្យប៉ះពាល់ដល់ដំណើរការនៃសេចក្តីស្នើរបស់ខ្មែរ ក្នុងការដាក់បញ្ចូលប្រាសាទព្រះវិហារ ជាបេតិកភណ្ឌពិភពលោក ដែរឬមួយយ៉ាងណានោះទេ ៕
ប្រភព៖ http://www.rfa.org/khmer/indepth/thais-withdraw-support-for-temple-proposal-07032008062331.html
หมดหวังลุ้นพระวิหาร “อดุล” ลั่นเสียอธิปไตย เขมรบังคับทำตามแผนพัฒนา ខែ កក្កដា 4, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.1 comment so far
อดีต ปธ.มรดกโลกไทย ชี้ พิรุธแถลงการณ์ร่วม ระบุเอกสารการแถลงทั้งหมดเป็นการจัดฉาก ยันถ้าเขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลกสำเร็จ ไทยจะเสียอธิปไตยเหนือดินแดน เหตุเขมรจะมีอำนาจบังคับให้ไทยยอมรับแผนพัฒนาพื้นที่รอบปราสาท ชี้ “ปองพล” น่าจะไม่มีโอกาสค้านที่ประชุม เพราะเป็นแค่สมาชิกภาคี ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นเพื่อลงมติ ด้าน ยูเนสโกไทย สุดมั่ว แจงน้ำขุ่นๆ ระบุหนังสือส่ง ส.ว.ลงวันที่ผิด
ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลกประจำประเทศไทย กล่าวอธิบายข้อเท็จจริงเมื่อไทยยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแต่เพียงผู้เดียวว่า ขณะนี้มีการทำเสมือนหนึ่งว่า การขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทไม่ส่งผลใดๆ ต่ออธิปไตยของประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อไทยยอมให้สิทธิกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนตัวปราสาท สิ่งที่ตามมาอธิบายให้ชัด ก็คือ พันธะภารกิจที่ตามมาโดยอนุสัญญามรดกโลก ที่ประเทศภาคีจะต้องมีพันธกิจปกป้องคุ้มครองอนุรักษ์มรดกโลกที่ขึ้นทะเบียน และไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อมรดกโลก
กล่าวคือ เมื่อไทยหนุนให้เขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียว อำนาจการจัดแผนอนุรักษ์ปราสาทพระวิหารก็จะตกเป็นของกัมพูชา ซึ่งภายใต้ข้อบังคับของอนุสัญญามรดกโลก ไทยจำเป็นต้องยอมรับแผนพัฒนาฯ ซึ่งจำเป็นจะต้องทำการพัฒนาพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งก็คือพื้นที่ของประเทศไทย
“ตัวปราสาทพระวิหารขณะนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรม เปราะบาง และเสี่ยงต่อการพังเสียหาย ยิ่งตั้งอยู่บนเขาลาด ทำให้น้ำไหลเสี่ยงต่อการพังทลาย รวมไปถึงการออกฎหมายควบคุมมิให้มีสิ่งปลูกสร้างใกล้เขาพระวิหารมากเกินกำหนด รวมไปถึงการกำหนดสีของสิ่งปลูกสร้างบริเวณใกล้เคียงที่จำเป็นต้องทำให้กลมกลืนกัน เหล่านี้ล้วนจำเป็นจะต้องจัดการในพื้นที่ฝั่งไทยและอาจจะต้องออกกฎหมายใหม่ ซึ่งนั่นแปลว่า เราเสียอธิปไตยแล้ว แต่ถ้าหากเรายื่นขอขึ้นทะเบียนร่วม เราจะไม่ต้องรับสภาพแบบนี้ เราจะสามารถร่วมวางแผน ตัดสินใจ หรือคัดค้านเขมรได้มากกว่านี้”
**แฉพิรุธแถลงการณ์ฉาว
อดีตประธานกรรมการมรดกโลกไทย กล่าวต่อถึงข้อพิรุธที่พบได้จากแถลงการณ์การร่วมวันที่ 18 มิ.ย.ของ นายนพดล ปัทมะ ว่า มีข้อน่าสงสัยหลายอย่างแค่สามคำแรกก็แปลกแล้ว เพราะอ้างถึงการประชุมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 22 พ.ค.แต่การลงนามของทั้ง นพดล ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายไทยที่ลงนามในประเทศไทยก็ลงนามวันที่ 18 มิ.ย.ตัวแทนฝ่ายกัมพูชา ลงนามวันที่ 18 มิ.ย.แต่ที่กรุงพนมเปญ ในขณะที่ประจักษ์พยานลงนามวันที่ 18 มิ.ย. แต่ในปารีส ส่วนแผนที่ที่แนบเป็นเอกสารประกอบนั้น มีตราประทับของกัมพูชา ย้ำว่า มีตราประทับของกัมพูชาฝ่ายเดียว ไม่มีตราประทับประเทศไทย และมีการเขียนด้วยลายมือ กำกับวันที่ในแผนที่ฉบับนี้ว่า 18 มิ.ย.
“กรณีเขาพระวิหาร นพดล ก็ออกมาแก้ข่าว บอกว่า ไม่เสียดินแดนอย่างงั้นอย่างงี้ และกล่าวว่า ได้นำแผนที่ไปให้หน่วยงานความมั่นคงและกรมแผนที่ตรวจสอบแล้ว ถามว่า ในเมื่อแผนที่ที่แนบมาในหนังสือลงนามมันถูกเขียนกำกับวันที่ ว่า 18 มิ.ย.นพดล เอาแผนที่อะไรให้ความมั่นคงตรวจสอบ มันก็แปลได้อย่างเดียวว่า มันเป็นการจัดฉาก หนังสือลงนามฉบับนี้ถูกเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า”
**เชื่อ “ปองพล” ค้านไม่สำเร็จ
อดีตประธานกรรมการมรดกโลก ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ก่อนการเดินทางไปประชุมที่แคนาดาครั้งนี้ นายปองพล อดิเรกสาร ในฐานะประธานกรรมการมรดกโลกคนใหม่ ก็ได้เดินทางมาพบที่บ้านด้วย ซึ่งตนก็ย้ำจุดยืนว่า ประเทศไทยควรขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า นายปองพล จะไม่สามารถคัดค้านในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้ เพราะได้ข่าวว่านายนพดล ไปด้วย ที่สำคัญคือว่า นายนพดล อาจจะไปในฐานะหัวหน้าคณะเสียด้วยซ้ำไป
นอกจากนี้ ไทยไม่ใช่ประเทศสมาชิก 1 ใน 21 ประเทศ เป็นเพียงประเทศภาคีเท่านั้น ซึ่งโดยการปฏิบัติในของประชุมคณะกรรมการมรดกโลกนั้น ผู้ที่มีสิทธิออกเสียงหรือให้ความเห็นประกอบการพิจารณา ก็คือ ประเทศสมาชิก 21 ประเทศ โดยประเทศอื่นๆ จะอยู่ในฐานะสังเกตการณ์เท่านั้น ประเทศไทยเองก็เป็นเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน ซึ่งถ้าเขาเปิดโอกาส ไทยอาจจะมีโอกาสแสดงความคิดเห็น แต่นั่นคือ ภายหลังการหารือพิจารณาของประเทศสมาชิก หรือบางกรณีคือ อาจจะเป็นหลังการลงมติแล้วด้วย
“วาระสำคัญสองประการจากการประชุมที่นิวซีแลนด์ ที่เกี่ยวเนื่องมาจนถึงการประชุมในครั้งนี้ก็คือ ประการแรกคือการเห็นควรว่าปราสาทพระวิหาร มีคุณสมบัติตรงตามที่คณะกรรมการมรดกโลก ระบุ สามารถขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ อีกประการหนึ่ง คือ แม้ในหลักการจะสามารถขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทได้ ก็จำเป็นจะต้องใช้พื้นที่ไทยในการสร้างพื้นที่อนุรักษ์ในการวางแผนพัฒนา ดังนั้นคณะกรรมการมรดกโลกจึงให้ไทยและกัมพูชากลับมาตกลงกันก่อน และเมื่อนภดลไปลงนามสนับสนุนเช่นนั้น ก็แปลว่าการประชุมที่แคนาดาครั้งนี้ ก็เป็นการตอบโจทย์เพื่อปิดประเด็นจากการประชุมคราวที่แล้ว” ศ.ดร.อดุล ทิ้งท้าย
**ยูเนสโกไทยมั่วเอง ยอมรับเขียนวันที่ผิด
นายเชลดอน เชฟเฟอร์ ผู้อำนวยการองค์การยูเนสโก ประจำประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเดินทางเข้าพบ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยอมรับว่า เอกสารที่ส่งถึงกรรมาธิการกรต่างประเทศ วุฒิสภา มีความผิดพลาด
เนื่องจากอ้างถึงแถลงการณ์ร่วมที่ลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ซึ่งเป็นเอกสารที่ไม่เป็นทางการ และระบุให้รอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีจากทั้ง 2 ประเทศก่อน ซึ่งความจริงจะต้องอ้างถึงแถลงการณ์ร่วมที่ลงนาม ณ กรุงพนมเปญ วันที่ 18 มิ.ย.ซึ่งเป็นเอกสารที่เป็นทางการ และผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศแล้ว จึงทำให้เกิดความสับสน โดยตนจะชี้แจงไปทางวุฒิสภา เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
ប្រភព៖ http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078457
ส่อเค้ายุ่งๆ…เขมรส่ง ตร.อารักขาสถานทูตไทย ខែ កក្កដា 4, 2008
Posted by សុភ័ក្ត្រ in ข่าว.add a comment
ผู้จัดการออนไลน์– ตำรวจกรุงพนมเปญได้ส่งตำรวจนับร้อยนายไปประจำที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงพนมเปญเมื่อวันพฤหัสบดี (3 ก.ค.) หลังจากได้ทราบว่ากำลังจะมีฝูงชนไปชุมนุมที่นั่น เพื่อประท้วงกรณีความขัดแย้งเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร
ผู้บัญชาการตำรวจกรุงพนมเปญ พล.ท.ตูจ นารัฐ (Touch Narath) กล่าวว่า การตัดสินใจส่งตำรวจไปอารักขาสถานทูตไทยมีขึ้นหลังจากได้รับการร้องขออนุญาตจากคนกลุ่มหนึ่งเพื่อจัดการชุมนุมขึ้นที่นั่น
” เรามีประสบการที่เลวร้ายในอดีต ดังนั้นจะต้องเตรียมพร้อมป้องกันพวกที่มีเจตนาร้ายมิให้เผาสถานทูตไทยอีก” ผบ.ตร.พนมเปญกล่าว
กัมพูชาได้ยื่นขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารกับองค์การยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลกได้เปิดประชุมวันที่ 2-10 ก.ค.นี้ ซึ่งจะมีการพิจารณาการขอจดทะเบียนจากหลายประเทศ รวมทั้งปราสาทพระวิหารด้วย
เมื่อเดือนที่แล้วศาลปกครองกลางของไทยได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมิให้มติคณะรัฐมนตรีที่สนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเก่าแก่อายุ 900 ปี มิให้มีผลบังคับใช้ ขณะเดียวกันกับที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ชุมนุมประท้วงต่อต้านการดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องนี้
นายฮอร์นัมฮอง (Hor Nam Hong) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชากล่าวเตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กัมพูชากับไทยได้
ปัจจุบันพรรคการเมืองต่างๆ ในกัมพูชากำลังรณรงค์หาเสียงสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีการหย่อนบัตรในวันที่ 27 ก.ค.ศกนี้ ท่ามกลางความวิตกว่ากรณีประสาทพระวิหารจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียง
” เราไม่ต้องการเห็นการประท้วงใดเกิดขึ้น ขณะที่เรากำลังยุ่งกับการเลือกตั้ง” พล.ท.นารัฐกล่าว
ในปี 2546 ชาวกัมพูชาหลายร้อยคนแสดงความไม่พอใจหลังจากทราบข่าวเล่าลือเกี่ยวกับนักแสดงสาวของไทยคนหนึ่งกล่าวว่า ปราสาทนครวัดเป็นของไทย ได้จัดการประท้วงที่สถานทูตไทยก่อนจะลุกลามกลายเป็นการจลาจล และเผาสถานทูตไทยเสียหายหนัก
กลุ่มผู้ก่อจลาจลยังบุกเผาหรือเข้าทำลายข้าวของและฉกฉวยเอาทรัพย์สินของบริษัทห้างร้านของไทยในกรุงพนมเปญไป สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
รัฐบาลกัมพูชาได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายไทยรวมเป็นเงิน 2,000 ล้านบาทจากเหตุจลาจลครั้งนั้น ส่วนธุรกิจต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย ได้รับการชดใช้เป็นการลดหย่อนภาษีหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ แทนเงินสดเป็นส่วนใหญ่
หลังข่าวคราวเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองของไทยได้รับการเผยแพร่ในกรุงพนมเปญ ชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งได้แสดงความไม่พอใจ และเริ่มก่อคลื่นใต้น้ำต่อต้านไทยมาตั้งแต่บัดนั้น.
ប្រភព៖ http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078569